"911" สหรัฐฯ ทดสอบใช้โดรนแทนตำรวจด่านหน้า ยกระดับการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยของสังคม ตำรวจในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กำลังทดลองนำ “โดรน” มาช่วยงานตำรวจ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน
แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต โดยเมื่อมีสายโทร 911 เข้ามาในรัฐแคลิฟอร์เนีย
โดยเฉพาะทางตะวันตกของเมืองโอเชียนไซด์ ผู้ตอบสนองเหตุฉุกเฉินและไปถึงคนแรกอาจไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นโดรนบินที่ถูกส่งออกไปก่อน เพื่อสำรวจด่านหน้าก่อนที่ตำรวจที่เป็นมนุษย์จะเดินทางไปถึง
โครงการทดสอบ 13 เดือน
เมืองโอเชียนไซด์เปิดตัวโครงการ “โดรนในฐานะผู้ตอบสนองฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นโครงการทดสอบระยะเวลา 13 เดือน ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ จุดประสงค์ คือ ให้ตำรวจสามารถส่งโดรนขึ้นบินได้ทันทีหลังรับสายฉุกเฉิน เพื่อดูสถานการณ์ก่อนเจ้าหน้าที่ไปถึง
ทั้งนี้ การทดสอบยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการประเมินความเป็นไปได้ของการใช้โดรนในพื้นที่เมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งทำให้การเดินทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้ล่าช้า
ความต่างจากการใช้โดรนแบบเดิม
แม้ตำรวจเมืองโอเชียนไซด์จะใช้โดรนมากว่าสิบปี และมีเจ้าหน้าที่ 14 นาย ที่ผ่านการอบรม แต่เดิมเจ้าหน้าที่ต้องไปถึงที่เกิดเหตุจึงจะปล่อยโดรนได้ โครงการใหม่นี้ต่างออกไป เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่อยู่ในพื้นที่ และโดรนสามารถบินได้ไกลเกินกว่าที่มองเห็นตาเปล่า
โดยตำรวจที่ทำหน้าที่ควบคุมโดรนได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) การอนุมัตินี้จึงถือเป็นการเปิดประตูใหม่ให้การใช้งานโดรนมีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
โดรนบินตอบสนองได้รวดเร็ว
การได้รับอนุญาตจาก FAA ทำให้ตำรวจสามารถนำโดรนขึ้นบินได้ภายในไม่กี่วินาทีหลังรับสายฉุกเฉิน โดยฐานของโดรนบินที่ประจำการอยู่บนศาลาว่าการเมืองสามารถบินได้ครอบคลุมทั้งแนวชายแดนกับเมืองคาร์ลสแบด ค่ายเพนเดิลตัน ตลอดจนพื้นที่ชายหาดและท่าเรือ และยังสามารถบินกลางคืนได้ด้วย การเข้าถึงที่รวดเร็วนี้ช่วยให้ตำรวจประเมินระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ทันที ลดความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่อาจเผชิญเมื่อไปถึง
มุมมองจากตำรวจ
หัวหน้าตำรวจ ทอริโน วัลโดวิโนส (Taurino Valdovinos) กล่าวในการสาธิตว่า การที่โดรนสามารถถ่ายทอดภาพแบบเรียลไทม์เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินทางไปยังที่เกิดเหตุถือเป็นสิ่ง “มีคุณค่าอย่างยิ่ง” เขาอธิบายว่าข้อมูลสด ๆ จากอากาศทำให้เจ้าหน้าที่เตรียมรับมือได้ดีขึ้น และยังช่วยลดความไม่แน่นอนในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงสูง
ความกังวลด้านการเฝ้าระวัง
อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ว่าการใช้โดรนอาจนำไปสู่การเฝ้าระวังมากเกินไป ตำรวจโอเชียนไซด์ยืนยันว่า โดรนไม่ได้บินเพื่อจับตาดูทุกอย่าง แต่จะโฟกัสไปยังพื้นที่เป้าหมายเมื่อถึงที่เกิดเหตุเท่านั้น อีกทั้งถูกส่งออกไปเฉพาะกรณีที่มีการแจ้งเหตุจริง ไม่ใช่เพื่อเฝ้าระวังประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ระบุว่าแนวทางนี้ถูกออกแบบเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน
งบประมาณและการดำเนินงาน
เมืองโอเชียนไซด์ได้รับเงินสนับสนุนเกือบ 265,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8.5 ล้านบาท สำหรับซื้อโดรน อุปกรณ์เสริม และซอฟต์แวร์ โดยมีเจ้าหน้าที่เฉพาะดูแลการปล่อยโดรนจากศาลาว่าการ ขณะที่การควบคุมหลักอยู่ที่ศูนย์บัญชาการตำรวจบนถนนมิชชั่นอเวนิว งบประมาณนี้ยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเพิ่มทักษะการใช้งานโดรนให้เต็มศักยภาพ
ตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองอื่น
โอเชียนไซด์เป็นเมืองที่ 2 ในสหรัฐอเมริา ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินโครงการนี้ ต่อจากเมืองชูลา วิสตา ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในปฏิบัติการฉุกเฉิน โดยตั้งแต่ปี 2018 โดรนบินของเมืองชูลา วิสตา ช่วยในการจับกุมแล้วกว่า 3,600 ครั้ง และในปีนี้เพียงปีเดียวสามารถลดการตอบสนองที่ไม่จำเป็นได้ราว 10% กรณีศึกษานี้จึงถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญสำหรับเมืองอื่น ๆ ที่ต้องการพัฒนาโครงการลักษณะเดียวกัน
โครงการ “โดรนในฐานะผู้ตอบสนองฉุกเฉิน” ในโอเชียนไซด์ไม่เพียงเป็นการทดลองด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่การบังคับใช้กฎหมายในศตวรรษที่ 21 หากประสบความสำเร็จ โมเดลนี้อาจถูกขยายไปยังเมืองอื่น ๆ และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการรักษาความปลอดภัยในอนาคต ที่ความรวดเร็วและความแม่นยำอาจช่วยชีวิตผู้คนได้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
