หนุ่มลี้ภัยอัฟกันโพสต์ตัดพ้อกองทัพสหรัฐฯ แจกอาหารไม่ได้คุณภาพ เจอชาวเน็ตสวน 'กลับประเทศเอ็งไปสิ'

หนุ่มลี้ภัยอัฟกันโพสต์ตัดพ้อกองทัพสหรัฐฯ แจกอาหารไม่ได้คุณภาพ เจอชาวเน็ตสวน 'กลับประเทศเอ็งไปสิ'
ข่าวสด
10 กันยายน 2564 ( 10:06 )
20
หนุ่มลี้ภัยอัฟกันโพสต์ตัดพ้อกองทัพสหรัฐฯ แจกอาหารไม่ได้คุณภาพ เจอชาวเน็ตสวน 'กลับประเทศเอ็งไปสิ'

หนุ่มชาวอัฟกันวัย 28 ปี โพสต์บ่นในทวิตเตอร์ส่วนตัวเกี่ยวกับคุณภาพอาหารของสถานพักพิงผู้ลี้ภัย Fort Bliss ในรัฐเท็กซัส ทำให้ชาวเน็ตสหรัฐฯต่างวิพากย์วิจารณ์กันยกใหญ่ว่าชายคนนี้ช่างเนรคุณเสียจริง

 

 

 

 

ฮาเม็ด อาร์เมดิ ล่ามชาวอัฟกัน โดยเขามีหน้าที่คอยช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สหรัฐฯอพยพออกจากพื้นที่หลังจากที่กลุ่มตาลีบันยึดอำนาจ ฮาเม็ดได้อพยพไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่อัฟกัน 70 คน แต่เนื่องจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงทำให้มีผู้อพยพเกิดจำนวนที่ตั้งไว้ถึง 4,000 คนและยังมีแนวโน้วที่มากขึ้นเรื่อยๆทำให้ทรัพยากรและอาหารในที่พักพิงหมดลงอย่างรวดเร็ว

 

 

 

ฮาเม็ดได้โพสต์รูปภาพรูปภาพไก่ชิ้นเล็กๆ พร้อมผลไม้อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีข้อความระบุว่าไม่ได้อยากจะบ่นนะ แต่นี้คืออาหารค่ำที่ผมได้รับและอาหารมื้อต่อไปอาจต้องรออีกตั้ง 12 ชั่วโมง ชีวิตผู้ลี้น่าจะปลอดภัยนะแต่มันก็ไม่เคยง่ายและผมก็ไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่

 

 

 

 

หลังจากนั้นไม่นานโพสต์ดังกล่าวได้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วชาวเน็ตบางส่วนก็ได้โพสต์แสดงความเห็นใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ทว่าก็มีชาวเน็ตจำนวนมากขัดใจกับโพสต์ดังกล่าวพร้อมทั้งเรียกร้องให้เขาออกจากสหรัฐฯและกลับประเทศตนเองไปซะ

 

 

อย่างไรก็ตาม ฮาเม็ด ออกมาชี้แจงว่าโพสต์ดังกล่าวนั้นเป็นการชี้ให้เห็นชีวิตของผู้ลี้ภัยอัฟกันมากกว่า ว่าพวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อต้องจากครอบครัวและบ้านเกิด งานของผมอยู่ที่คาบูล ชีวิตของผมและครอบครัวของผมอยู่ที่นั่นฮาเม็ดกล่าว

ทั้งนี้ ฮาเม็ดก็ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยคนแรกที่ออกมาเผยชีวิตที่ลำบากในค่ายผู้ลี้ภัย Fort Bliss มีการอ้างว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยจะถูกให้อยู่ในห้องขนาดเล็กที่แออัดและสกปรกเหมือนกับชีวิตที่ต้องอยู่ในคุก

 

ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ Fort Bliss ได้ออกมาโต้ตอบถึงประเด็นดังกล่าวว่าทางการยังมีความพยายามที่จะพัฒนาศูนย์พักพิงให้ดีขึ้นถึงแม้ยังมีบางส่วนยังไม่สมบูรณ์แบบแต่พวกเขาก็จะมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือและมอบความปลอดภัยให้กับผู้ลี้ภัยต่อไป

ที่มา independent.co.uk//dailymail.co.uk

ข่าวที่เกี่ยวข้อง