รีเซต

ไข้ ไอ เจ็บคอ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นหวัด อาจเป็นโควิด NB.1.8.1

ไข้ ไอ เจ็บคอ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นหวัด อาจเป็นโควิด NB.1.8.1
TNN ช่อง16
6 มิถุนายน 2569 ( 14:57 )
13

โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย จึงไม่ควรแยกโรคจากอาการเพียงอย่างเดียว แม้ยังไม่มีข้อมูลว่าสายพันธุ์นี้ทำให้อาการรุนแรงขึ้น แต่โควิดสายพันธุ์นี้อาจแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้บางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรสังเกตอาการใกล้ชิด หากมีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นใน 3–5 วัน ควรรีบพบแพทย์

พญ. วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์  อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโควิด-19 กลุ่มโอมิครอน มีรายงานการตรวจพบครั้งแรกในประเทศจีน และแพร่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลกในเวลาไม่นาน

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดให้ NB.1.8.1 อยู่ในกลุ่ม Variant Under Monitoring (VUM) หรือ “สายพันธุ์ที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง” หมายความว่าสายพันธุ์นี้ยังต้องมีการติดตามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงหรือต้องตื่นตระหนก


สถานการณ์โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศไทย

ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขของไทยพบว่า NB.1.8.1 กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการตรวจพบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ๆ การระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโรคทางเดินหายใจตามฤดูกาลมากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการรวมกลุ่มในพื้นที่ปิด หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง

อาการโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นอย่างไร

อาการของโควิด NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนก่อนหน้า และมีอาการใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ ทำให้แยกจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยาก

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไข้ หรือหนาวสั่น
  • ไอแห้ง หรือไอต่อเนื่อง
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • การรับรสหรือกลิ่นลดลงในบางราย
  • อาการที่อาจพบได้ในบางราย
  • คลื่นไส้
  • ท้องเสีย
  • เวียนศีรษะ
  • เบื่ออาหาร

แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่เต็มอิ่ม

พญ. วรินทิพย์ ระบุว่า โควิด NB.1.8.1 อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินหายใจอื่น เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย จึงไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว การตรวจ ATK หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้แม่นยำกว่า

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1

แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่บางกลุ่มยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
  • ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์
  • การรักษาโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
  •  

การรักษาโควิด NB.1.8.1 ขึ้นอยู่กับอาการ อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ที่มีอาการเล็กน้อยและไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้ดูแลตามอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำ และแยกตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ


สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัส เช่น Paxlovid, Molnupiravir หรือ Remdesivir ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ควรใช้ยาภายใต้การประเมินของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีข้อจำกัดในผู้ที่มีโรคประจำตัว การทำงานของตับ ไต หรืออาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เดิม

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่

ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ หากมีอาการต่อไปนี้

  • ไข้สูงต่อเนื่อง
  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน
  • อ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย
  • มีโรคประจำตัว หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง
  • เด็กเล็กมีอาการซึม หายใจเร็ว กินได้น้อย หรือไข้สูง

วิธีป้องกัน

การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ หรือเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่แออัด ควรปฏิบัติดังนี้

  • สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิดหรือสถานที่แออัด
  • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นเมื่อมีอาการป่วย
  • ตรวจ ATK เมื่อมีอาการหรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ
  • เปิดหน้าต่างหรือปรับระบบระบายอากาศในพื้นที่ปิด

รับวัคซีนหรือวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่โควิดยังมีการระบาด ควรตรวจ ATK และสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากมีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง