ประวิตรลาออก ประยุทธ์วางมือ พรรคมรดกรัฐประหารถึงจุดจบหรือยัง ?

ประวิตรลาออก ประยุทธ์วางมือ พรรคทหารที่ก่อตั้งมาหลังรัฐประหาร หลังผ่านการเลือกตั้งมาสองครั้ง จนมาถึงครั้งนี้ ที่แม้จะยังส่ง สส. ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ก็อาจเรียกได้ว่าบทบาทลดน้อยลงเรื่อยๆ จนครั้งนี้อาจจะไม่ใช่พรรคหลักในการเลือกตั้งแล้ว
พรรคเหล่านี้จะยังมีบทบาทแค่ไหนในการเลือกตั้งนี้ การลาออกของพล.อ.ประวิตร ถือเป็นการสิ้นสุดมรดกรัฐประหารในการเมืองหรือไม่ ?
ย้อนรอยพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่เปลี่ยนทหารเป็นนักการเมือง
ย้อนกลับไปในปี 2561 พรรคพลังประชารัฐก่อตัวขึ้นโดยนักการเมืองกลุ่มต่างๆ โดยชื่อพรรคนี้ มาจากนโยบายช่วยเหลือคนยากจนที่สำคัญของรัฐบาลประยุทธ์หลังการรัฐประหาร และในช่วงแรกของพรรคยังได้รับการสนับสนุน และการนำโดยกลุ่ม ‘สามมิตร’ ได้แก่ สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในการดึงนักการเมืองจากพรรคต่างๆ มาร่วมไม่ว่าจะเป็น เพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์
พรรคพลังประชารัฐเกิดข้อครหาหลายครั้ง ไม่ว่าทำกิจกรรมทางการเมือง ในห้วงที่ห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอยู่ การหาเสียงของรัฐมนตรีในตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง การจัดโต๊ะจีนระดมทุน ที่ใช้ชื่อหน่วยงานรัฐ เป็นต้น
และในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคได้ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกฯ และภายหลังในปี 2563 ได้เลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค
แต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้แยกทางกับ พล.อ.ประวิตร สมัครเป็นสมาชิก เปิดตัวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก็ได้เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกครั้ง ในขณะที่ พรรคพลังประชารัฐชู พล.อ.ประวิตรเป็นแคนดิเดต เป็นการแข่งขันของสองลุง ในสองพรรค
แต่หลังการเลือกตั้ง 2566 แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะส่ง สส.เข้าสภาได้ 36 คน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้ออกมาประกาศของวางมือทางการเมือง และลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่ พล.อ.ประวิตรยังคงเป็น สส.ฝ่ายค้าน แม้กลุ่มพรรคการเมืองต่างๆ จะเริ่มลาออกจากพลังประชารัฐ
นักการเมืองไหลออก สู่ลุงป้อมลาออก
นักการเมืองจากทั้งพรรคพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ต่างเริ่มไหลออกมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากตั้งแต่การแตกกันของ พล.อ.ประวิตร และ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พา สส.และสมาชิกในสังกัดย้ายออกจากพรรค และไปร่วมรัฐบาลของเพื่อไทย แต่การไหลออกนั้นมาเริ่มมากขึ้นโดยเฉพาะหลังการประกาศยุบสภาของอนุทิน เพื่อการเลือกตั้งในปี 2569
ซึ่ง นักการเมืองที่ออกจากพลังประชารัฐนั้น มีทั้งกลุ่มของสันติ พร้อมพัฒน์, ทวี สุระบาล (อดีต สส.ตรัง เขต 2) อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ย้ายไปภูมิใจไทย ซึ่งหากคิดเป็นจำนวน สส. พบว่า มีถึง 15 ใน 20 คนที่ย้ายออก
ขณะที่รวมไทยสร้างชาตินั้น ที่มีอดีต สส. ย้ายออก 26 คนจาก 36 คน ทั้งกลุ่มของสุชาติ ชมกลิ่น และกลุ่มของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรค ที่แม้ทั้งสองกลุ่มจะมีข่าวบาดหมางกัน แต่ต่างก็ย้ายเข้าภูมิใจไทยทั้งคู่
นอกจากนักการเมือง และ สส.ในสังกัดย้ายออกแล้วยังไม่พอ นักการเมืองที่ย้ายเข้ามา เมื่อทราบว่า พล.อ.ประวิตรไม่เป็นแคนดิเดตของพรรคแล้ว ก็เปลี่ยนใจไม่ลงสมัคร ลาออกจากพรรคก็มี เช่น วัน อยู่บำรุง อดีต สส.กทม. เขตบางบอน เป็นต้น
อย่างนี้หมายความว่า เป็นจุดจบของพรรคมรดกของรัฐประหารแล้วหรือไม่ ?
ประเด็นนี้ ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สัมภาษณ์กับ TNN Online ว่า ในทางการนั้น 3 ป. (ประยุทธ์ จัทร์โอชา, ประวิตร วงษ์สุวรรณ, อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ไม่เหลืออิทธิพลในพรรคการเมืองแล้ว
“เพราะฉะนั้นใน 3 พรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และก็พรรคภูมิใจไทย ต่างเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเชิงการแข่งขันกัน ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงที่บอกว่ามีเราไม่มีลุง หรือการหาเสียงเรื่องประชาธิปไตยเนี่ย อิทธิพล ในการหาเสียงโดยใช้การหาเสียงแบบนี้เนี่ย มันจะลำบากมาก ยิ่งขึ้น เพราะว่าศัตรูหรือขั้วตรงข้ามเนี่ยมันไม่ชัดเจนแล้ว
เพราะฉะนั้นในเชิงการเลือกตั้งครั้งนี้มันก็มีภาพการเปลี่ยนแปลงไปในระดับนึง แต่ต้องดูดีๆ ว่าคู่ขัดแย้งในอดีต เราเป็นทหารกับประชาธิปไตย แต่ครั้งนี้เนี่ย ผมก็มองว่า แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะ ว่ายังมีกลุ่มอำนาจที่เค้าเรียกว่ากลุ่มพลังจากระบบราชการคอยถืออำนาจในครั้งนี้อยู่เช่นเดียวกัน ผมเราเห็นจากหลายปรากฏการณ์ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง จากการปัญหาชายแดน หรือ น้ำท่วมในภาคใต้ มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้กองทัพเข้าไปมีบทบาท เพราะฉะนั้นเนี่ยขั้วขัดแย้งมันก็ยังเหลือภาพของฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง กับฝ่ายที่ไม่มาจากการเลือกตั้งอยู่นะครับผม แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มที่ยึดโยงกับการรัฐประหารปี 57 เริ่มหายไปแล้ว”
แต่ถึงอย่างนั้น อ.วีระก็ชี้ว่า แม้ทหารจากคณะรัฐประหารไม่อยู่ในพรรคการเมืองแล้ว แต่สิ่งที่หลงเหลืออยู่นั้นได้สร้างปัญหาไว้ และเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย ก็คือรัฐธรรมนูญปี 2560
“รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังดำรงอยู่และรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาในการเลือกตั้งปี 62 และปี 66 เพระพรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ทั้ง 2 ครั้ง ปี 62 พรรคเพื่อไทยจัดไม่ได้ ปี 66 พรรคก้าวไกลจัดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราพบแล้วว่ามันมีมรดกของ 3 ป. อยู่ บางคนจะบอกเป็นเค้าเรียกว่าสิ่งปฏิกูลทางประวัติศาสตร์อย่างรัฐธรรมนูญ ปี 60 เพราะฉะนั้น ประเด็นสำคัญของการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องมีพรรคการเมือง ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงเนี่ยก็ต้องบอกว่าจะสู้ในประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไร อย่างน้อยที่สุดคำถามแรกว่า จะแก้หรือไม่แก้ ให้ประชาชนมีโอกาสในการทำประชามติในการเลือกตั้งด้วย”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
