เอกสิทธิ์ สส. มีขอบเขตแค่ไหน? พูดในสภาฟ้องไม่ได้จริงหรือ

คำว่า “เอกสิทธิ์ สส.” ถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เมื่อ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวพาดพิงถึงบุคคลในครอบครัวของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ระหว่างการตั้งกระทู้ถามสด
น.ส.สุชาดา ลุกขึ้นประท้วงและขอให้ถอนคำพูด ก่อนที่ประธานในที่ประชุมจะวินิจฉัยให้นายรังสิมันต์ถอนคำพูด เมื่อเจ้าตัวยืนยันไม่ถอน ประธานจึงสั่งให้ออกจากห้องประชุม
เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนสงสัยว่า เมื่อ สส. มี “เอกสิทธิ์” ตามรัฐธรรมนูญแล้ว สามารถพูดเรื่องใดก็ได้ในสภาหรือไม่ และคำพูดในสภานำไปฟ้องร้องไม่ได้ทุกกรณีจริงหรือ?
คำตอบอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 ซึ่งกำหนดทั้งความคุ้มครองของสมาชิก และข้อยกเว้นกรณีพาดพิงบุคคลภายนอกเอาไว้
เอกสิทธิ์ สส. คืออะไร?
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 124 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือการประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกสามารถแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนนได้ โดยได้รับ “เอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด”
ถ้อยคำเหล่านั้นไม่สามารถนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกได้
หลักนี้มีไว้เพื่อให้ สส. และ สว. สามารถทำหน้าที่ในสภา ทั้งการอภิปราย ตั้งกระทู้ แสดงความคิดเห็น และนำข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่การประชุม โดยได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
แต่ต้องอ่านมาตรา 124 ให้ครบ เพราะวรรคต่อมายังมีข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึง “บุคคลภายนอก”
พาดพิงคนนอกสภา เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่?
มาตรา 124 วรรคสอง กำหนดเรื่องนี้ไว้โดยตรง
หากเป็นการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือช่องทางอื่น และถ้อยคำที่พูดในสภาถูกเผยแพร่ออกไปภายนอกรัฐสภา ความคุ้มครองตามวรรคแรกจะมีข้อยกเว้น
กรณีที่ถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา หรือละเมิดสิทธิทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น เอกสิทธิ์จะไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวในส่วนนั้น
พูดง่าย ๆ คือ คำว่า “พูดในสภาแล้วฟ้องไม่ได้” ไม่สามารถนำมาใช้ครอบคลุมทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวถึงเป็นบุคคลภายนอก และเข้าเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ส่วนถ้อยคำใดจะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือละเมิดทางแพ่งหรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียดของแต่ละกรณี และเป็นเรื่องที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
คนนอกถูกพาดพิงในสภา ทำอะไรได้บ้าง?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 124 วรรคสาม กำหนดช่องทางสำหรับบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดในสภาไว้เช่นกัน
หากสมาชิกกล่าวถ้อยคำที่อาจทำให้บุคคลซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย บุคคลดังกล่าวสามารถขอให้ประธานสภาจัดให้มีการเผยแพร่คำชี้แจงของตนได้ ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่ข้อบังคับกำหนด
และแม้จะใช้สิทธิชี้แจงแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลหมดไป
จุดนี้มีความสำคัญ เพราะบุคคลภายนอกไม่ได้อยู่ในห้องประชุมและไม่สามารถลุกขึ้นชี้แจงได้ทันทีเหมือนสมาชิกสภา รัฐธรรมนูญจึงกำหนดช่องทางให้สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงของตนได้
มีเอกสิทธิ์ แต่ยังต้องทำตามข้อบังคับสภา
อีกเรื่องที่มักถูกนำมารวมกัน คือ “เอกสิทธิ์ของ สส.” กับ “อำนาจของประธานสภา”
สองเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกัน
เอกสิทธิ์ตามมาตรา 124 เป็นเรื่องความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการพูดและอภิปรายในห้องประชุมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
สำหรับการตั้งกระทู้ถาม ข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเนื้อหาและการใช้ถ้อยคำเอาไว้ ขณะที่ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับ
หากมีการฝ่าฝืน ประธานสามารถเตือน ห้ามปราม สั่งให้ถอนคำพูด ห้ามพูด ให้กล่าวขออภัย หรือสั่งให้ออกจากที่ประชุมในครั้งนั้นได้
เพราะฉะนั้น การที่ สส. ได้รับเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่าประธานสภาจะไม่สามารถควบคุมการอภิปรายหรือสั่งให้ถอนคำพูดได้
เกิดอะไรขึ้นในกรณี “รังสิมันต์ โรม–สุชาดา”
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายรังสิมันต์ โรม ตั้งกระทู้ถาม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีมีผู้เสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาท
ระหว่างการตั้งกระทู้ นายรังสิมันต์กล่าวถึง สส.หญิงจังหวัดชัยภูมิ และกล่าวพาดพิงถึงสามีในประเด็นเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ
น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย จึงลุกขึ้นประท้วง โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อตนและครอบครัว พร้อมขอให้นายรังสิมันต์แสดงหลักฐานและถอนคำพูด
น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ประธานในขณะนั้น วินิจฉัยให้ถอนคำพูด
นายรังสิมันต์ยืนยันไม่ถอน ประธานจึงสั่งให้ออกจากห้องประชุม และนายรังสิมันต์ปฏิบัติตามคำสั่ง
ภายหลัง น.ส.สุชาดาระบุว่าจะปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อพิจารณาดำเนินการ ขณะที่นายรังสิมันต์ระบุในที่ประชุมว่าจะมีหลักฐานตามมา
ทำไมกรณีนี้จึงเกี่ยวกับมาตรา 124?
กรณีนี้มีผู้ถูกพาดพิง 2 สถานะ
คนแรกคือ น.ส.สุชาดา ซึ่งเป็น สส. และสามารถใช้สิทธิประท้วงหรือชี้แจงในห้องประชุมได้ตามข้อบังคับ
อีกคนคือสามีของ น.ส.สุชาดา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ไม่ได้เป็น สส. หรือรัฐมนตรี
สถานะของบุคคลภายนอกทำให้มาตรา 124 วรรคสองและวรรคสามเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องความคุ้มครองของสมาชิกและสิทธิของบุคคลภายนอกไว้ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม การพาดพิงบุคคลภายนอกไม่ได้หมายความว่าจะฟ้องร้องและมีความผิดทันที เพราะยังต้องดูว่าครบเงื่อนไขตามมาตรา 124 หรือไม่ รวมถึงพิจารณาถ้อยคำและข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
สรุปแล้ว พูดในสภาฟ้องไม่ได้ทุกกรณีจริงหรือ?
หากอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 124 ครบทั้งมาตรา จะเห็นว่า เอกสิทธิ์ของ สส. มีทั้ง “หลัก” และ “ข้อยกเว้น”
หลักคือ สมาชิกได้รับความคุ้มครองในการแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น และออกเสียงลงคะแนนในสภา
ส่วนข้อยกเว้นสำคัญอยู่ที่การประชุมซึ่งมีการถ่ายทอดออกไปภายนอก และถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิทางแพ่งต่อบุคคลภายนอกตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ขณะเดียวกัน ไม่ว่าถ้อยคำนั้นจะได้รับเอกสิทธิ์หรือไม่ การอภิปรายภายในห้องประชุมก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของสภา และประธานยังมีอำนาจควบคุมการประชุมตามกติกา
ดังนั้น หากถามว่า “สส. พูดอะไรก็ได้ในสภาหรือไม่” คำตอบตามโครงสร้างของกฎหมายคือ สส. มีเอกสิทธิ์ในการทำหน้าที่ แต่เอกสิทธิ์นั้นมีขอบเขต และการอภิปรายยังต้องเป็นไปตามข้อบังคับของสภา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
