รีเซต

“ศุภจี” กางแผนแก้เกมขาดดุลการค้า

“ศุภจี” กางแผนแก้เกมขาดดุลการค้า
TNN ช่อง16
1 กันยายน 2569 ( 13:36 )

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ที่ไทยขาดดุลการค้ารวม 35,354.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่า หากพิจารณาลงไปในโครงสร้างการนำเข้า พบว่า การนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต โดยสินค้าทุน และวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ มีสัดส่วนรวมร้อยละ 72.9 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร และระบบไฟฟ้า ที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ

         

ส่วนการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนร้อยละ 9.2 ของการนำเข้าทั้งหมด และเมื่อแยกพิจารณาดุลการค้าเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่นับรวมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การส่งออก อาวุธยุทธปัจจัย และพลังงาน ไทยยังเกินดุล 13,315.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าภาวะขาดดุลการค้าในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภค


นางศุภจีกล่าวว่า ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญ คือ การต่อยอดการผลิตและการลงทุนที่เกิดขึ้นให้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยได้มากขึ้นและยั่งยืนขึ้น ทั้งผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้าโดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กับประเทศคู่ค้า ไม่ได้มุ่งทำให้มูลค่าการนำเข้าและส่งออกเท่ากันในเชิงตัวเลข แต่ต้องการให้ความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนสร้างประโยชน์กลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากขึ้น


โดยประเทศที่มีการลงทุนในไทยสูง จะผลักดันให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) รวมถึงแรงงานในประเทศให้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน จะสร้างความเชื่อมั่นให้ไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) 


ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพไปสู่การร่วมกันสร้างมูลค่าใหม่ (Co-Creation) โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมกันพัฒนาสินค้า อุตสาหกรรม หรือโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดร่วมกัน ด้วยแนวคิด “ขายให้ (Sell To)” ไปสู่การ “ขายร่วมกัน (Sell With)”

ตัวอย่างเช่น ในการหารือกับฝ่ายจีน ไทยได้เสนอให้ทบทวนรูปแบบการลงทุนเดิม เพิ่มการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และแรงงานในประเทศไทย และร่วมสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (Co-Creation) เช่น อาหารแปรรูปจากวัตถุดิบไทย รวมถึงสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและร่วมกันขยายตลาดทั้งในจีนและประเทศที่สาม พร้อมผลักดันให้สินค้า SMEs ไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจีนขนาดมหาศาลได้โดยตรงมากขึ้น 


ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งไทยขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน ก็เดินหน้าสร้างสมดุลผ่านการเจรจา FTA ควบคู่กับการมองหาสาขาที่ไทยและ UAE สามารถนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาร่วมกันพัฒนาธุรกิจและสร้างตลาดใหม่ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าไม่ได้อยู่เพียงการซื้อขายระหว่างกัน แต่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าร่วมกันในระยะยาว


นางศุภจีกล่าวว่า เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขขาดดุลการค้า แต่จะใช้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศคู่ค้ามาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย เราต้องทำให้การค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้นช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น 


ขณะเดียวกัน ไทยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้ามองเราเป็นพันธมิตรที่วางใจได้ และพร้อมต่อยอดจากการซื้อขายระหว่างกัน ไปสู่การร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม เป้าหมายสุดท้าย คือ ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ได้เติบโตเพียงด้านตัวเลข แต่เป็นการเติบโตที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน และทำให้ไทยกับประเทศคู่ค้าสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง