วิจัยชี้การร้องไห้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์ ดีต่อสุขภาพ

การร้องไห้เป็นพฤติกรรมที่พบได้เฉพาะในมนุษย์ และเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติต่ออารมณ์หลากหลาย ตั้งแต่ความเศร้าเสียใจอย่างลึกซึ้ง ไปจนถึงความสุขและความปลาบปลื้มอย่างที่สุด แล้วการร้องไห้ดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ คำตอบคือ “ใช่” โดยประโยชน์ทางการแพทย์ของการร้องไห้นั้นมีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ยุคโบราณ
นักปราชญ์โบราณก็สนับสนุนการร้องไห้
นักคิดและแพทย์ในกรีกและโรมันโบราณเชื่อว่าน้ำตามีลักษณะคล้ายการชำระล้าง ช่วยระบายและทำให้ร่างกายบริสุทธิ์ขึ้น แนวคิดทางจิตวิทยาในปัจจุบันก็สอดคล้องกัน โดยมองว่าการร้องไห้เป็นกลไกที่ช่วยปลดปล่อยความเครียดและความเจ็บปวดทางอารมณ์
การร้องไห้ยังเปรียบเสมือน “วาล์วนิรภัย” ทางอารมณ์ เพราะการเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ภายใน ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า repressive coping อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ งานวิจัยพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ การร้องไห้ยังช่วยเสริมความผูกพันระหว่างผู้คน กระตุ้นให้เกิดความใกล้ชิด ความเห็นอกเห็นใจ และการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
น้ำตาเหมือนกัน แต่อารมณ์ไม่เหมือนกัน
นักวิทยาศาสตร์แบ่งน้ำตาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- น้ำตาที่เกิดจากการระคายเคือง (reflex tears) เช่น ฝุ่นเข้าตา หั่นหัวหอม หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ แต่ไม่เกิดจากความรู้สึกอย่างร้องไห้
- น้ำตาหล่อลื่น (continuous tears) น้ำตาใสๆ ที่คลอในดวงตา ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื่นกับดวงตาและป้องกันฝุ่นละออง
- น้ำตาจากอารมณ์ (emotional tears) เกิดจากอารมณ์เศร้า หรือ ดีใจ
ในน้ำตาทั้งหมด 3 ประเภท น้ำตาที่เกิดจากอารมณ์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะช่วยขับฮอร์โมนความเครียดและสารพิษบางส่วนออกจากร่างกาย
ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร PNAS นักวิจัยยังพบว่าการร้องไห้ช่วยกระตุ้นการหลั่งออกซิโทซินและสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยบรรเทาทั้งความเจ็บปวดทางร่างกายและอารมณ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เมื่อคุณดูหนังแนวเรียกน้ำตาอย่าง West Side Story หรือ Titanic แม้จะทำให้ร้องไห้ไม่หยุด แต้่กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกโล่งใจและดีขึ้นหลังจากได้ร้องไห้
ผู้ชายก็ร้องไห้ได้ ไม่เท่ากับอ่อนแอ
อีกแนวคิดที่ทำให้หลายคนอาจไม่เชื่อว่า การร้องไห้ ทำให้เรารู้สึดีได้จริง ก็เพราะ ความเชื่อที่บอกว่า ผู้ชายไม่ควรร้องไห้ ตั้งแต่วัยเด็ก เด็กผู้ชายมักถูกสอนว่า ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ เมื่อเติบโตขึ้น พวกเขาอาจเลือกเก็บซ่อนความรู้สึก ละทิ้งการแสดงออกทางอารมณ์ หรือหันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์ ยาเสพติด หรือแม้กระทั่งมีความคิดทำร้ายตัวเอง ผลจากการเก็บกดอารมณ์ ยิ่งให้สุขภาพทั้งกายและใจยิ่งเลวร้าย
แล้วเมื่อไหร่ที่การร้องไห้กลายเป็นสัญญาณปัญหา
แม้การร้องไห้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีบางกรณีที่อาจบ่งบอกถึงปัญหา เช่น ร้องไห้บ่อยเกินไป ร้องโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน หรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกรณีที่ควบคุมการร้องไห้ไม่ได้
มีงานวิจัยที่บอกว่า การร้องไห้อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็ช่วยทำให้สุขภาวะทางอารมณ์ดีขึ้นได้แล้ว
ในทางกลับกัน ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าบางประเภทอาจ “ร้องไห้ไม่ออก” แม้จะรู้สึกอยากร้องก็ตาม หากเกิดสถานการณ์เหล่านี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและคำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
