“วิญญัติ” แย้ง ให้อำนาจผู้ว่าฯ ห้ามคนออกจากบ้าน หากไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย

“วิญญัติ” แย้ง ให้อำนาจผู้ว่าฯ ห้ามคนออกจากบ้าน หากไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย
มติชน
18 เมษายน 2563 ( 10:10 )
22
“วิญญัติ” แย้ง ให้อำนาจผู้ว่าฯ ห้ามคนออกจากบ้าน หากไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย

“วิญญัติ” แย้งให้ อำนาจผู้ว่าฯ ห้ามคนออกจากบ้านหากไม่สวมใส่หน้ากากมีความผิด ชี้ สวนทางความเป็นจริง กังวลตีความเอาผิดกว้าง แต่รัฐยังไม่จัดหน้ากากให้ทั่วถึง

แย้งห้ามคนออกจากบ้านโดยไม่สวมหน้ากาก เมื่อวันที่ 18 เมษายน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้ให้ความเห็นถึงกรณีที่  ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจห้ามคนออกนอกบ้านหากไม่ใส่หน้ากากอนามัย เเต่กำชับใช้ดุลพินิจคำนึงถึงสภาพแห่งข้อหาการกระทำโดยคำนึงเศรษฐกิจสังคมของจำเลยควบคู่มาตรการป้องกันโควิด-19 ว่า ตนเห็นว่า หากการกำหนดให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยเป็นความผิดอาญา แต่รัฐบาลและหน่วยงานผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกลับไม่สามารถดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 55 โดยมีหน้ากากอนามัยเป็นอุปกรณ์ป้องกันตนเองได้ทุกคน ซึ่งตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม  ไม่อาจยืนยันหรือรับรองได้ว่าประชาชนทุกคนมีหน้ากากอนามัยอยู่ในความครอบครองของตนทุกคน แล้วคนที่ไม่มีหรือตกหล่นไม่ได้รับการแจก เพราะรัฐไม่มีแนวทางบังคับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องจัดหาหน้ากากไปแจกทุกคน แล้วจะไปเอาความผิดกับคนที่ไม่สวมหน้ากากมันสมเหตุสมผลแล้วหรือไม่

นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนยังมีความกังวลต่อคำแนะนำที่ให้ใช้ดุลพินิจตีความในทางที่กว้าง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น เนื่องจากตนมองว่า หลักการตีความกฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองบุคคลและรักษาความสงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง และมุ่งหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ของบุคคล ดังนั้น การตีความกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด ตามตัวอักษรโดยยึดหลักว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” จะตีความอย่างกว้างโดยขยายความเพื่อลงโทษ หรือเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ ในกรณีที่มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น จะเห็นได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรกที่บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอัน กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทาความผิด นั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย” ดังนั้น การตีความกฎหมายอาญานั้นจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด

ส่วนที่จะพิจารณาว่ามีความผิดทางอาญาแล้วลงโทษประชาชนได้ ก็ต้องไม่มองข้ามหลักเจตนา ซึ่งเป็นไปได้ที่ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีแล้วไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนเช่นนี้ ตนเห็นด้วยกับที่ประชุมของศาลยุติธรรมที่ให้ใช้ดุลพินิจลงโทษตามข้อแนะนำว่าพึงต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายคดี โดยคำนึงถึงสภาพแห่งข้อหาและการกระทำความผิด ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมของจำเลย ควบคู่ไปกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรน่า 2019 เพราะ จะเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการบริการสาธารณสุขของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง