NOAA คาด “เอลนีโญ” ช่วยลดพายุฝั่งแอตแลนติก ปีนี้อาจเจอ “เฮอริเคน” น้อยลง

นักอุตุนิยมวิทยาของรัฐบาลสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ฤดูพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปี 2569 จะมีความรุนแรงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งช่วยยับยั้งการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า แม้จำนวนพายุจะลดลง แต่ความเสี่ยงจากพายุรุนแรงยังคงมีอยู่ และสหรัฐฯ อาจยังไม่พร้อมรับมือ หลังหน่วยงานด้านสภาพอากาศและการจัดการภัยพิบัติเผชิญปัญหาลดจำนวนบุคลากรในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA เปิดเผยการคาดการณ์ก่อนเข้าสู่ฤดูพายุเฮอริเคน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 พฤศจิกายน ว่า ปีนี้มีโอกาส 55% ที่การก่อตัวของพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกจะ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” ขณะที่มีโอกาส 35% ที่จะอยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ และเพียง 10% ที่จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย
NOAA คาดว่า ฤดูพายุปีนี้จะมีพายุที่ได้รับการตั้งชื่อจำนวน 8-14 ลูก ซึ่งหมายถึงพายุที่มีความเร็วลมอย่างน้อย 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ คาดว่าจะมีพายุเฮอริเคนระดับ 1 จำนวน 3-6 ลูก ที่มีความเร็วลมตั้งแต่ 119 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป และมีพายุเฮอริเคนกำลังแรงระดับ 3-5 อีก 1-3 ลูก ที่มีความเร็วลมมากกว่า 178 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
โดยปกติ ฤดูพายุเฮอริเคนเฉลี่ยของมหาสมุทรแอตแลนติกจะมีพายุได้รับการตั้งชื่อราว 14 ลูก ในจำนวนนี้จะพัฒนาเป็นพายุเฮอริเคน 7 ลูก และมีพายุเฮอริเคนกำลังแรงประมาณ 3 ลูก
นักพยากรณ์อากาศระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่คาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากมีทั้งปัจจัยของอุณหภูมิน้ำทะเลที่ยังคงอุ่นผิดปกติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของพายุหมุนเขตร้อน ขณะเดียวกันก็มีปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัว ซึ่งมักช่วยลดการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่กลับเพิ่มความรุนแรงของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก
“นีล เจคอบส์” ผู้บริหาร NOAA กล่าวว่า มีโอกาสถึง 98% ที่สภาวะเอลนีโญจะเกิดขึ้นภายในช่วงปลายฤดูพายุปีนี้ และมีโอกาส 80% ที่เอลนีโญจะมีความรุนแรงระดับปานกลางถึงรุนแรง
ขณะเดียวกัน NOAA คาดว่า ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกจะมีกิจกรรมพายุสูงกว่าปกติ โดยอาจเกิดพายุได้รับการตั้งชื่อ 15-22 ลูก มีพายุเฮอริเคน 9-14 ลูก และมีพายุเฮอริเคนกำลังแรง 5-9 ลูก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ชายฝั่งเม็กซิโก แคลิฟอร์เนียตอนใต้ และหมู่เกาะฮาวาย
แม้แนวโน้มการก่อตัวของพายุโดยรวมในมหาสมุทรแอตแลนติกจะดูเบาบางลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สหรัฐฯ อาจยังไม่มีความพร้อมเพียงพอในการรับมือกับพายุ หลังรัฐบาลทรัมป์ปรับลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและบริการสภาพอากาศแห่งชาติ หรือ NWS ส่งผลให้ต้องลดการปล่อยบอลลูนตรวจอากาศและลดการใช้ระบบดาวเทียมบางส่วน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลเพื่อพยากรณ์อากาศ
“จอห์น โมราเลส” นักอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า การลดบุคลากรทำให้เจ้าหน้าที่ NOAA และ NWS ต้องทำงานหนักเกินกำลัง และอาจกระทบต่อความแม่นยำในการคาดการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่ทวีความรุนแรงจากภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ แบบจำลองพยากรณ์อากาศหลักของสหรัฐฯ ยังมีประสิทธิภาพลดลงจนกลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงปี 2562 ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการขาดข้อมูลจากบอลลูนตรวจอากาศ หรือการสูญเสียผู้เชี่ยวชาญด้านแบบจำลองบรรยากาศ
แม้หลายสำนักพยากรณ์จะประเมินว่า ฤดูพายุปีนี้อาจอยู่ในระดับเฉลี่ยหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า “ฤดูพายุที่เงียบกว่าปกติ” ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย เพราะเพียงพายุรุนแรงลูกเดียวก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลได้
“เคน เกรแฮม” ผู้อำนวยการ NWS กล่าวว่า ประชาชนไม่ควรลดระดับการเตรียมพร้อมเพียงเพราะได้ยินคำว่า “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” พร้อมย้ำว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนด้วยว่า แม้เอลนีโญจะช่วยลดจำนวนพายุในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ภาวะโลกร้อนยังคงทำให้อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกสูงขึ้น ส่งผลให้พายุที่ก่อตัวมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และทุกพื้นที่ยังคงมีความเสี่ยงจากพายุเฮอริเคนเช่นเดิม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
