"เงินฟ้อ" ไทยเสี่ยง ปีนี้อาจพุ่งแตะ 4-5% ย้ำกู้ 4 แสนลบ. จำเป็น ช่วยลดภาระพลังงานระยะยาว

รัฐบาลย้ำเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตพลังงาน-ค่าครองชีพ” เหตุจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือผลกระทบระยะยาว พร้อมชี้แจงเงินกู้ส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานของประเทศในอนาคต
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตที่มีความซับซ้อน และยืดเยื้อ โดยมีต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
โดยประเด็นดังกล่าวยังถูกหยิบยกหารือในเวทีอาเซียน เพราะหลายประเทศในภูมิภาคต่างเผชิญปัญหาคล้ายกัน โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศสูง ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทังนี้ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อล่าสุดของไทยอยู่ที่ 2.9% และอาจเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 4-5% ในบางช่วง จากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อภาคครัวเรือน และจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า
สำหรับประเด็นการดูแลเงินเฟ้อร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.เอกนิติ ระบุว่า แม้ตัวเลขเฉลี่ยทั้งปียังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 3% แต่รัฐบาลและ ธปท. ได้หารือร่วมกันอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจ 4 ฝ่าย เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมมาตรการรองรับ
อย่างไรก็ตามวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤตการเงินโลกในอดีต เพราะเป็นวิกฤตปากท้องที่กระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งเตรียมเครื่องมือทางการคลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบลุกลามในวงกว้าง
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า Moody's ยังมองเศรษฐกิจไทยในเชิงบวก แต่รัฐบาลกลับเดินหน้ากู้เงินเพิ่มเติมนั้น ดร.เอกนิติ ชี้แจงว่า Moody’s ชื่นชมเสถียรภาพด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับปัญหาค่าครองชีพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
