“หมอธีระวัฒน์” โพสต์ ไทยรอด “โควิด-19” มาได้ เพราะไม่เชื่อว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา

“หมอธีระวัฒน์” โพสต์ ไทยรอด “โควิด-19” มาได้ เพราะไม่เชื่อว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา
มติชน
13 พฤษภาคม 2563 ( 09:05 )
367
2
“หมอธีระวัฒน์” โพสต์ ไทยรอด “โควิด-19” มาได้ เพราะไม่เชื่อว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา
 

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นกรณีการควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ของประเทศไทย ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อและเสียชีวิตต่ำกว่าหลายๆประเทศทั่วโลก ว่า เป็นเพราะว่าประเทศไทยไม่เชื่อในทฤษฎีเป็นแค่หวัดธรรมดา เป็นเชื้อที่ติดจากสัตว์สู่คน ไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยและดำเนินการหลายปัจจัยประกอบกัน

 

ทั้งนี้ข้อความระบุว่า

จากเดือนมกราคม 2563 เรารอดมาได้เพราะ…..

ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
13/5/63
#สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคคลทั่วไป

 

จากที่เกิดในจีน เกิดในไทย และไปทั่วโลก การรับมือที่ต่างกัน เรารอด เพราะเราไม่หลงกล หลงยึดติดกับตำรา ความเชื่อที่ว่า โควิด 19 คือโรคหวัดธรรมดา มีแต่สัตว์สู่คน เหมือนโคโรนาไวรัสดั้งเดิมประจำถิ่น ไม่ต้องใส่หน้ากาก

 

เรารอดเพราะเราไม่เชื่อว่าการติดต่อไม่กว้างขวาง ไม่รุนแรง เราไม่เชื่อวีธีการคิดอัตราป่วย และเสียชีวิต ว่ามีเพียงน้อยนิดเพราะแท้จริงแล้วการเสียชีวิตขึ้นอยู่กับสถานการณ์และไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวเท่านั้น คนแข็งแรง เชื้อเข้มข้น ระยะสัมผัสโรคนานก็หนักได้

 

เรารอดมาเพราะการคัดกรองเข้มงวดตั้งแต่ 3 มกราคม 2563 จนกระทั่งเจอผู้ป่วยรายแรก และการติดตามผู้สัมผัส ความเสี่ยงสูงและกักกันตัวได้ทัน ความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขจนกระทั่งถึงอาสาสมัครหมู่บ้าน

 

เรารอดมาได้เพราะเราเรียนตามบทเรียนที่ประเทศจีนได้รับและทำการปรับตัว โดยไม่หลงเชื่อ กรอบดั้งเดิม

เรารอดมา เพราะเราปอดแหก ทำให้กลัวปอดพัง และอวัยวะทั้งตัวเจ๊ง ทำให้มีวินัยและกักตัวระวังการแพร่จากวงจรใบหน้าและมือสัมผัส

เรารอดมาได้จากรอบหรือระลอกที่หนึ่ง จากการล็อกดาวน์

เราจะรอดจากระลอกใหม่หรือไม่ ขึ้นกับความตระหนักในการแพร่โดยไม่มีอาการ ที่เป็นตัวการสำคัญตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดด้วยซ้ำ

 

ในระยะแรก การตรวจเป็นการให้ความสำคัญกับการช่วยชีวิตคนเจ็บป่วย ดังนั้นการตรวจคัดกรองและคำนิยามของผู้ต้องสงสัยจะขึ้นอยู่กับอาการที่มีว่ามีหรือไม่อย่างไร

 

ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการแพร่ไร้อาการ ตั้งแต่ต้น และเป็นผู้นำในการตรวจหาแอนติบอดีย์ หรือภูมิในน้ำเหลือง ซึ่งแสดงสถานะของการติดเชื้อ ร่วมกับการตรวจหาเชื้อโดยวิธี พีซีอาร์


รวมทั้งถึงประเทศจีนในระยะถัดมาหลังจากประเทศสะอาด ตรวจปูพรม 14 ล้านคน ใน10 วันที่ อู๋ฮั่น หลังจากพบผู้ติดเชื้อใหม่แบบไม่มีอาการหกราย

ทั้งนี้ไม่สนใจกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและเป็นตัวเลขที่ไร้อาการ เป็นส่วนมาก เพื่อให้ความมั่นใจสูงสุดว่าจะไม่มีการแพร่ต่อ

การสร้างความมั่นใจยังประกอบไปด้วยการตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgG ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อระยะหนึ่งไปแล้ว

 

ในการศึกษาที่นิวยอร์ก ในคนที่เคยติดเชื้อพบว่ามีภูมิขึ้นเกือบทั้งหมด
และน่าจะเป็นหลักประกันเหมือนกับเป็นพาสสปอร์ตในการป้องกันโรค

 

……………………………

 

ขอบคุณน้องๆ จาก เพจ แพทย์ไทยไอเดียสุด สำหรับข้อมูลด้านล่างต่อไปนี้ครับ

*** ข่าวดีประกาศให้ทั่วกัน​ ! ของผู้ติดเชื้อที่อาการดีขึ้นแล้ว วิจัยล่าสุดจากทีมแพทย์ที่ New York ที่น่าสนใจ พบมีภูมิคุ้มกันได้เกือบทุกคน (99%) … และแนะแนวในการทำ Wide Screen Antibody ต่อด้วย รวมถึงจะศึกษาต่อว่า สามารถมีภูมิต่อเนื่องได้อีกกี่เดือนต่อ

 

Humoral immune response and prolonged PCR positivity in a cohort of 1343 SARS-CoV 2 patients in the New York City region

https://www.medrxiv.org/content/10.1101/2020.04.30.20085613v1.full.pdf+html

 

………………………………
.

ในวิจัยนี้จะดูทั้งผล Antibody ที่ตรวจพบความเปลี่ยนแปลง และผลการตรวจเจอว่าติดเชื้อโดย PCR-positivity ใน New York City

ในผู้ที่เข้ามาร่วมวิจัยนั้น เป็นผลที่ได้ผลยืนยัน หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อ SARS-CoV-2 โดยการทำ PCR และ ELISA สำหรับการตรวจ anti SARS-CoV-2 spike antibodies

47% ของ 1343 คน ได้มีการการตรวจยืนยันว่า PCR พบเชื้อมาแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นผู้ป่วยนอกที่อาการน้อยถึงกลาง ๆ

 

ผลการศึกษาพบว่า –

1. เกือบ 100% ของคนที่ติดเชื้อที่ยืนยันโดย PCR มาแล้ว ที่เข้าร่วมนั้น มีความเปลี่ยนแปลงของ Antibody ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน (เว้นแค่ 3 คนที่ไม่เจอ)

2. ในขณะที่ 37.4 % ของผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อนั้น มีความเปลี่ยนแปลงของ Antibody ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน

3. 57 % ของผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดมีผลตรวจว่า เจอ Antibody ชัดเจน ส่วนอีก 5 % เจอ Antibody บ้าง

 

4. ใน 584 คนที่ได้ทำเทสต์ทั้ง 2 อย่างนั้น ในช่วงปลาย ๆ ตรวจ PCR พบเชื้อแค่ 249 คน (42 %) โดยเจอเชื้อใน PCR ที่ค่าเฉลี่ยที่ 20 วัน หลังเริ่มมีอาการ และ 12 วันหลังอาการหาย (นานสุดคือ 28 วันหลังอาการหาย)

 

5. ใน 624 คนที่ได้ผลตรวจ PCR ก่อนเข้าร่วมโครงการนั้น มีผลตรวจว่า เจอ Antibody ชัดเจน 82 % ส่วนอีก 7 % เจอ Antibody บ้าง และมีอีก 11 % ที่ไม่เจอ

6. ในกลุ่มที่ 18 % ที่ Antibody ไม่เจอ หรือเจอบ้างนั้น ได้มีการตรวจต่อ ยังพบ PCR เจอเชื้อ 35 % (5-22 วันหลังอาการหายแล้ว)

 

7. ในกลุ่มที่ PCR เจอเชื้อ แต่มีผล Antibody เจอบ้างนั้น มี 64 คนได้กลับมาตรวจ Antibody ซ้ำ ได้ผลชัดเจน 57 คน (89 %) เจอบ้างเหมือนเดิม 4 คน ไม่เจอ 3 คน

8. ในกลุ่มที่รายงานผล PCR มาด้วยตนเองก่อนเข้าร่วมโครงการนั้น อาการหายแล้ว 3-14 วันก่อนมาตรวจซ้ำ แต่พบมี 289 คน (19 %) ที่ยังตรวจ PCR เจอส่วนของเชื้ออยู่

 

9. ยังตรวจ PCR เจอส่วนของเชื้อได้นานสุด 42 วันหลังเริ่มมีอาการ และ 28 วัน หลังอาการหาย

10. ใน 182 คนที่กลับมาตรวจ PCR ซ้ำขั้นต่ำ 3 วันหลังตรวจเจอเชื้อจาก PCR มี 39 % ยังตรวจเจอเชื้ออยู่ได้อีก

 

ข้อสรุป –

1. ผู้ติดเชื้อเกือบทั้งหมด (99 %) ทั้ง 2 กลุ่มที่เข้าร่วมเก็บข้อมูลทั้งกลุ่มที่รายงานผลมาด้วยตนเอง และกลุ่มที่มีผลตรวจรายงานแบบ Online มาแล้วนั้น มีความเปลี่ยนแปลงของ Antibody IgG ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน

 

2. IgG ตรวจพบหลังเริ่มมีอาการ 7-50 วัน (ค่าเฉลี่ย 24 วัน) และยังตรวจเจออีก 5-49 วันหลังอาการหายได้อีก (ค่าเฉลี่ย 15 วัน) จึงทำให้เห็นว่า อาจจะมีภูมิต้านทานไวรัสต่อได้อีก 3 สัปดาห์ขึ้นไปได้

 

3. จึงมีข้อแนะนำในการจะตรวจ Wide Screen IgG คือ ประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังมีอาการ และขั้นต่ำ 2 สัปดาห์หลังอาการหาย

4. ไม่พบมีการลดระดับของ IgG ในการตรวจซ้ำ

 

5. กลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีภูมิคุ้มกัน ที่อาจจะป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้ (มีการศึกษาต่ออีก 6 เดือน)

 

6. ในกลุ่มที่มิได้ตรวจ PCR มาก่อน แต่เป็นกลุ่มที่เป็น High Risk ที่โดนสงสัยจากแพทย์ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อ หรืออยู่อาศัยใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ หรือเป็นบุคลากรทางการแพทย์ สามารถตรวจเจอ IgG ถึง 36 % แต่ส่วนใหญ่จะไม่เจอ แต่ยังบอกอะไรไม่ได้หมด เพราะความไวในการตรวจเจอ (Sensitivity) มี 92 % จึงอาจจะมีติดเชื้อ แล้วตรวจ ไม่เจอได้ 8 จาก 100 คน และมีบางคนที่มาตรวจไวเกินไปไปได้อีก (PCR จึงยังจำเป็นอยู่เหมือนกัน)

 

7. ประมาณ 20% ยัง PCR แล้วตรวจเจอรหัสกรรมพันธ์ของเชื้อ (PCR) แม้อาการหายแล้วตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไปอีก

8. แต่ PCR ไม่ได้บอกว่า ยังมีการติดเชื้อได้หรือไม่ อาจจะเจอบางส่วนของไวรัสค้างอยู่ได้

9. คำแนะนำของผู้วิจัย คือ ไม่ควรนำ PCR มาบ่งบอก หรือยืนยันถึงการที่ไวรัสยังอยู่ หรือหายไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง