โลกร้อนเร่งพายุเดือด! ทำไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้น แถมเดินทางไกลขึ้นกว่าเดิม

การเกิดพายุไต้ฝุ่นพร้อมกันหลายลูกในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก กลายเป็นภาพที่สร้างความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้โลกเข้าสู่ยุคของพายุที่รุนแรงและสร้างความเสียหายมากขึ้นหรือไม่ แม้คำตอบจะไม่ใช่ว่าโลกร้อนทำให้พายุเกิดบ่อยขึ้นเสมอไป แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าโลกร้อนกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งความรุนแรง เส้นทาง และรูปแบบการสร้างผลกระทบของพายุอย่างมีนัยสำคัญ
โดยธรรมชาติแล้ว พายุไต้ฝุ่นก่อตัวเหนือมหาสมุทรเขตร้อนที่มีน้ำทะเลอุ่น เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้น พื้นที่ทะเลที่มีความอบอุ่นก็ขยายตัว และมหาสมุทรมีพลังงานความร้อนสะสมมากขึ้น จึงเอื้อต่อการก่อตัวและทวีกำลังของพายุ
อย่างไรก็ตาม น้ำทะเลอุ่นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดพายุ เพราะการก่อตัวของพายุยังขึ้นอยู่กับความชื้น ลมในบรรยากาศ และระบบก่อกำเนิดพายุในช่วงเวลานั้น ๆ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ “จำนวนพายุทั้งหมด” เพิ่มขึ้น
แต่ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้นว่า พายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรงมีแนวโน้มเกิดบ่อยและมีความรุนแรงสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงจากลมแรง ฝนตกหนัก และคลื่นพายุซัดฝั่งเพิ่มขึ้น
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ เส้นทางของพายุมีแนวโน้มขยับไปทางเหนือมากขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่ทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขยายตัวไปทางละติจูดที่สูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ไต้ฝุ่น “ทกซูรี” ในปี 2023 ซึ่งหลังขึ้นฝั่งแล้ว ยังนำความชื้นขึ้นไปทางตอนเหนือของจีน ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ รวมถึงปักกิ่งและเหอเป่ย
ขณะเดียวกัน ความเสียหายจากพายุรุนแรงก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากจำนวนชื่อพายุที่ถูก “ปลดออกจากระบบ” เพราะสร้างความเสียหายรุนแรง โดยปกติจะมีการปลดชื่อประมาณ 3 ชื่อต่อปี แต่ในปี 2022 และ 2024 มีการปลดชื่อมากถึง 9 ชื่อ และปี 2025 ปลด 8 ชื่อ
ที่น่ากังวลอีกด้านคือ พายุไม่จำเป็นต้องขึ้นฝั่งโดยตรงก็สร้างภัยพิบัติได้ เพราะสามารถลำเลียงไอน้ำจำนวนมหาศาลเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ที่อยู่ห่างจากชายฝั่ง
ในปี 2026 ไต้ฝุ่น “บาหวี่” และ “ดอลฟิน” เป็นตัวอย่างของพายุที่ลำเลียงความชื้นผ่านกระแสลมรอบนอกเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อความชื้นดังกล่าวมาปะทะกับสภาพบรรยากาศที่ไม่เสถียร จึงก่อให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายเมือง แม้บางพื้นที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางขึ้นฝั่งของพายุโดยตรง นอกจากนี้ เอลนีโญ ยังเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกสูงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ก่อตัวของพายุในแปซิฟิกตะวันตกขยับไปทางตะวันออก พายุจึงมีระยะทางเดินเหนือทะเลที่ยาวขึ้น และมีเวลาสะสมพลังงานกับความชื้นมากขึ้น
กรณีของไต้ฝุ่น “ดอลฟิน” ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยพายุเคลื่อนตัวเหนือมหาสมุทรเป็นระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตร และมีอายุยาวนานถึงประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อพื้นที่ทางตะวันออกของจีน
โลกร้อนไม่ได้หมายความว่าโลกจะมีพายุไต้ฝุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี แต่กำลังเปลี่ยน “พฤติกรรมของพายุ” ให้มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสร้างผลกระทบไกลกว่าเดิม ทั้งพายุรุนแรงขึ้น ฝนตกหนักขึ้น เส้นทางพายุขยับไปทางเหนือ และผลกระทบสามารถเกิดขึ้นไกลจากจุดขึ้นฝั่ง
เมื่อมาเจอกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ ซึ่งสามารถเปลี่ยนตำแหน่งและเส้นทางการก่อตัวของพายุ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้พายุมีเส้นทางยาวนานและสะสมพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ภัยพิบัติจากพายุมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
