รีเซต

เปิดโลกใต้ทะเลผ่านเลนส์ ‘พาริ’ ช่างภาพใต้น้ำวัย 14 กับนิทรรศการ PAY BACK TO THE OCEAN

เปิดโลกใต้ทะเลผ่านเลนส์ ‘พาริ’ ช่างภาพใต้น้ำวัย 14 กับนิทรรศการ PAY BACK TO THE OCEAN
TNN ช่อง16
9 มิถุนายน 2569 ( 12:17 )
9

โลกใต้ท้องทะเลวิวทิวทัศน์ที่จมดิ่งลงไปในทะเลที่นิ่งสงบและเงียบงัน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยลึกลงไปในนั้นชวนเราทุกคนไปร่วมค้นหาผ่านผลงาน เรื่องราวโลกใต้ทะเลของ พาริ หรือ ด.ช.พนิตพันธุ์ บริพัตร ณ อยุธยา ช่างภาพใต้น้ำวัย 14 ปี ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านนิทรรศการ PAY BACK TO THE OCEAN จัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

จุดเริ่มต้นของความหลงใหลในผืนน้ำกว้างใหญ่ของ พาริ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเพียง 7-8 ขวบ การได้ลองดำน้ำแบบน้ำตื่น (Snorkeling) และการได้เห็นฝูงปลาแหวกว่ายตามธรรมชาติ กลายเป็นความประทับใจที่ทำให้เขาตกหลุมรักทะเลเข้าอย่างจัง ความชอบนั้นขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับ จากคนที่ชอบดูสารคดี ชอบเที่ยวอควาเรียม และชอบเลี้ยงปลา สู่ความอยากที่จะลงไปสัมผัสโลกใต้ทะเลให้ลึกและนานขึ้น

พาริ จึงเริ่มเรียนดำน้ำกับครู สอบใบอนุญาตดำน้ำได้ตอนอายุ 10 ขวบ ซึ่งเป็นอายุขั้นต่ำ จนค่อยๆเรียนรู้การถ่ายภาพกับครูดำน้ำ ได้เริ่มถ่ายจริงจังในวัย 11 ปี เก็บเอาเทคนิคต่างๆ นำไปฝึกเองต่อ พัฒนาตัวเองเรื่อยมาตลอด 3 ปี

ภาพแรกใต้ทะเลของเขา เกิดขึ้นระหว่างไปเที่ยวทะเลมัลดีฟส์ พาริ เอากล้องคอมแพคธรรมดาลงไปถ่ายภาพ เพราะคิดว่าที่นี่ไม่เหมือนเมืองไทย พอดำลงไปลึกๆ แสงมันหายไปหมด การถ่ายรูปต่างกันหมดเลย ตัวยากคือแสง บางครั้งพอลึกลงไป มีเมฆผ่านแสงก็ไม่เหมือนเดิม เราจะทำยังไงให้มันดูไม่มืดไป ไม่สว่างไป ให้มันธรรมชาติเหมือนที่ตาเราเห็น ทุกอย่างการถ่ายรูปมันต่างกันเลย ก็เลยต้องหาวิธีที่ทำให้ถ่ายได้ แล้วเราก็เลยเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เรียนรู้จากคนที่ไปดำด้วย เรียนรู้จากออนไลน์ เรียนรู้จากคนที่สอน พร้อมกลับไปพัฒนาตนเอง

เรียนรู้เทคนิคไปมากมาย กระทั่งวันที่เขาลงไปสอบดำน้ำ หยิบยืมไฟฉายครูมาถ่ายภาพกุ้งบนกัลปังหา วันนั้นเองที่เขารู้สึกว่า มันสวย เพราะได้ใช้เทคนิคใหม่ๆตอนนั้นอย่างการใช้ไฟ หลังจากนั้น ไฟฉายและกล้อง จึงเป็นอุปกรณ์คู่ใจ ถ่ายภาพจนชำนาญจึงได้เริ่มขยับรุ่นกล้องจากคอมแพค เป็น DSLR และ Mirrorless ซึ่งนี่เองเป็นสิ่งที่พาริมองว่าเป็นข้อดี หากต้องเริ่มด้วยกล้องใหญ่ที่ต้องปรับอะไรหลายอย่างแล้ว ก็อาจจะไม่ได้ภาพสวยๆเลย

จุดเปลี่ยนจากการเป็นเพียงนักดำน้ำมาสู่การเป็น "ช่างภาพใต้น้ำ" เกิดขึ้นจากความเรียบง่าย คือความต้องการที่จะบันทึกความทรงจำและโมเมนต์ความสวยงามตรงหน้าไว้ แต่รูปภาพจากกล้องตัวแรก ๆ ที่ถ่ายขึ้นมากลับไม่สวยงามอย่างที่ตาเห็น ความไม่ยอมแพ้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มต้นศึกษา ปรับเปลี่ยนเทคนิค ลองผิดลองถูก และเปลี่ยนอุปกรณ์ไปเรื่อย ๆ จากกล้องคอมแพคตัวเล็ก ๆ ขยับมาเป็นกล้อง DSLR และก้าวเข้าสู่ระบบ Mirrorless ในปัจจุบันอย่าง Nikon Z8 ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ครอบกันน้ำ (Housing) ที่มีน้ำหนักรวมบนบกเกือบ 10 กิโลกรัม

ความยากของการถ่ายภาพใต้น้ำในมุมมองของช่างภาพวัย 14 ปีรายนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการกดชัตเตอร์ แต่คือการควบคุมตัวเองให้ดีพอในสภาพแวดล้อมที่กระแสน้ำโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา และทักษะที่สำคัญที่สุดคือ "การควบคุมแสง"

ใต้น้ำมีสไตล์การถ่ายภาพหลัก ๆ อยู่ 2 แบบ ซึ่งมีความท้าทายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:


  • ภาพแบบ Macro (ภาพมาโคร): โฟกัสสัตว์ทะเลตัวเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ความยากคือการจับโฟกัสให้คมชัด และเทคนิคการจัดแสงให้ฉากหลังมืดสนิท (หลังดำ) เพื่อขับให้ตัว Subject โดดเด่นขึ้นมา แม้จะเป็นการถ่ายภาพในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดก็ตาม
  • ภาพแบบ Wide (ภาพมุมกว้าง): เป็นการเก็บภาพทัศนียภาพหรือสัตว์ใหญ่ ความท้าทายคือการจัดการกับทัศนวิสัยของน้ำ แพลงก์ตอน และตะกอนที่จะสะท้อนเข้าหาแสงแฟลช ซึ่งหากปรับกล้องหรือมุมแฟลชไม่เป็น ภาพก็จะไม่สวยงามเท่าตาเห็น

พาริ ยอมรับว่า เทคนิคหลายอย่างไม่มีสอนในตำราเรียน และไม่สามารถยกทฤษฎีจากบนบกมาใช้ได้เลยเราต้องเปลี่ยนหาวิธีไปเรื่อยๆ เพื่อให้โมเมนต์นั้นเราถ่ายรูปได้ เพราะทุกครั้งทุกอย่างมันเปลี่ยนไป เราไม่มีทางรู้ก่อน

ประสบการณ์เดินทางในโลกใต้น้ำพาพาริไปเยือนไดฟ์ไซท์ชื่อดังมาแล้วมากมาย ทั้งในอ่าวไทยและอันดามัน นอกจากนี้ เขายังได้เดินทางไปเปิดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์ และประเทศที่เขาชอบที่สุดอย่าง เม็กซิโก เนื่องจากเป็นทะเลลึกที่มีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่จำนวนมาก เช่น ลูกวาฬ ฉลาม และฝูงกระเบนขนาดใหญ่ที่ว่ายวนมาให้เห็นตระการตา ซึ่งการเผชิญหน้ากับสัตว์ใหญ่นั้น พาริบอกว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากเรามีสติ ไม่แพนิก และทำตัวกลมกลืนไปกับธรรมชาติและก็ฉลามและวาฬที่เม็กซิโกนี่เอง ที่ทำให้เขาว้าวกับการถ่ายภาพแบบสุดๆ

ความท้าทายของพาริขยับขึ้นอีกขั้นเมื่อก้าวเข้าสู่สนามประกวดภาพถ่ายระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถคว้ารางวัลในระดับเยาวชนรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ข้อดีของการประกวดระดับนานาชาติอีกอย่างคือ มักจะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ และเป็นเวทีที่เราสามารถใช้ทั้งภาพและข้อความสื่อสารให้คนทั่วไปเห็นว่าทะเลสวยและสำคัญอย่างไร แต่กับเวทีซึ่งต้องแข่งขันกับผู้ใหญ่แล้ว เขาบอกว่าเขายังต้องพยายามต่อไป และเป็นบทเรียนชั้นดีที่ทำให้เขาตระหนักว่า ความสวยงามแบบธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำได้นั้นไม่เพียงพอต่อการชนะรางวัล

“ตอนแรกๆ ผมก็คิดว่าภาพผมมันสวย แต่ส่งไปกลับไม่ได้ ก็คิดว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาดเราต้องทำให้มันได้ ก็พยายามส่งภาพไปเรื่อยๆ อย่างที่ UPY หรือ Underwater  Photographer of the Year ของอังกฤษ ผมส่งมา 3 ปีแล้ว จนปีนี้ได้เข้า Finalist ก็ดีใจ แต่ปีหน้าต้องลองใหม่ มันต้องพยายาม เราแข่งกับคนเก่งๆมีช่างภาพใต้น้ำทั้งโลกแข่งกัน แต่ก็ไม่ใช่การแข่งขันอย่างเดียว เราก็จะสามารถพัฒนาตัวเองได้ด้วย”


นิทรรศการดังกล่าว มาจากจุดเริ่มต้นที่พาริเป็นทูตให้องค์กร Manta Trust ของอังกฤษ ซึ่งมีคนทั่วโลกส่งชื่อเข้าไปเพื่อช่วยทะเลผ่านโปรเจกต์ต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวเป็น 4 ส่วน ตั้งแต่แนะนำโลกใต้ทะเล พาไปดูสัตว์ใหญ่อย่างฉลาม วาฬ และ กระเบน ตามมาด้วยภาพทะเลกลางคืน และปิดด้วย Ocean Art ที่เพิ่มแสงและสีในกล้อง ให้ออกมาดูเป็นศิลปะ แต่ละภาพในนิทรรศการใช้เทคนิคการถ่ายภาพที่แตกต่างกัน อย่างที่เขาฝึกฝนมาอย่างยาวนาน

พาริ เผยว่าความตั้งใจของนิทรรศการนี้ ว่าไม่ใช่การอวดความสวยงามของภาพถ่าย แต่คือการเปิดประตูให้ทุกคนได้เห็นความมหัศจรรย์อันหลากหลายของโลกใต้ท้องทะเล เมื่อใดที่ผู้คนได้สัมผัสและตระหนักถึงความงดงามเหล่านั้นด้วยตาตัวเอง มันจะจุดประกายคำถามในใจขึ้นมาทันทีว่า ทำไมเราถึงต้องช่วยกันดูแลรักษาทะเล?” ซึ่งคำตอบนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนอยากปกป้องธรรมชาติด้วยความรู้สึกของตัวเอง ดังชื่อนิทรรศการ “PAY BACK TO THE OCEAN” ที่ย้ำเตือนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องคืนสิ่งดีๆ กลับสู่ท้องทะเล


ภาพโดย: ธนาชัย ประมาณพาณิชย์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง