"รักชาติ-โอกาสใหม่" ประชันนโยบายเศรษฐกิจ 90 วันทำจริง แก้หนี้ ดัน GDP เกิน 2%

TNN16 จับมือ Bangkok Post เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจชี้อนาคตประเทศ “ELECTION2026 : DECODING THE ECONOMIC FUTURE" เลือกตั้ง 69 ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ โดยบนเวทีมีการนำเสนอนโยบายทางด้านเศรษฐกิจเร่งด่วนที่จะทำ ภายใน 90 วัน และนโยบายพลักดัน GDP ให้โตเกิน 2% โดยเป็นการประชันกันระหว่างนาย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ตัวแทนพรรครักชาติ และดร.อนุสรี ทับสุวรรณ ตัวแทนพรรรคโอกาสใหม่
โดยนาย เอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ตัวแทนพรรครักชาติ กล่าวว่าสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในช่วง 90 วันแรก คือการต่อลมหายใจให้กับธุรกิจรายย่อย และคนตัวเล็ก การเร่งแก้ปัญหาหนี้สิน และใส่เงินลงไปในระบบโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก โดยใช้กลไกของธนาคารภาครัฐที่มีเม็ดเงินพร้อมอัดฉีดเข้าสู่ระบบทันทีราว 300,000 ล้านบาท ในลักษณะที่เป็นสินเชื่อชั่วคราวระยะเวลา 3 ปี สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐบาล
ส่วนนโยบายในการผลักดัน GDP ให้เติบโตได้เกิน 2% นั้นนายเอกพิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยปีละ 2% เปรียบเสมือนคนป่วยของอาเซียน เนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมาใช้นโยบายในการกระตุ้นผ่านดีมานด์ หรือกระตุ้นฝั่งกำลังซื้อเพียงเท่านั้น ผ่านการแจกเงิน ซึ่งจากผลวิจัยของ IMF ระบุว่าสามารถสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจได้เพียง 0.3% จำเป็นจะต้องเปลี่ยนนโยบายเป็นการกระตุ้นฝั่ง Supply ด้วยโครงการขนาดใหญ่ที่ลงทุนโดยรัฐบาล เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงไปในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่าการแจกเงิน
ขณะที่ดร.อนุสรี ทับสุวรรณ ตัวแทนพรรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า นโยบายพรรคใหความสำคัญกับทั้งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และเศรษฐกิจรายย่อย แต่ความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับธุรกิจรายย่อย คือนโยบายแช่แข็งหนี้รายย่อยเป็นเวลา 3 ปี หยุดการยึดทรัพย์ หยุดดอกเบี้ย เพื่อให้คนตัวเล็ก ธุรกิจรายย่อยต่าง ๆ ไปต่อได้ การเพิ่มรายได้ให้กับคนมีรายได้น้อย สินเชื่อสำหรับ SMEs ด้วยดอกเบี้ยที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดการจ้างาน นำไปสู่การพัฒนาทักษะแรงงาน สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
ส่วนนโยบายที่จะสามารถขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตได้มากกว่า 2% ดร.อนุสรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำจากปปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง นโยบายในการแช่หนี้ของพรรคจึงสามารถแก้ปัญหานี้ได้ รวมถึงการพลิกฟื้น SMEs ให้มีรายได้เพิ่ม ต่อยอดสู่การสร้าง 1 จังหวัด 1 บริษัทมหาชน ซึ่งจะสามารถกระจายรายได้ไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า และการปราบปรามคอร์รัปชั่น
ในขณะเดียวกันกับประเด็นคำถาเกี่ยวกับนโยบายในการเพิ่มรายได้ประชาการต่อหัวให้เพิ่มขึ้น แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และพาประเทศไทยออกจากประเทศรายได้ปานกลาง และนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ
นาย เอกพิทยา กล่าวว่า ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว อัตราของคนที่เข้าทำงานน้อยกว่าคนที่เกษียณอายุ จำเป็นี่จะต้องเพิ่มทักษะให้กับแรงงานไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และยังสามารถกระจายรายได้ไปยังเศรษฐกิจฐานรากได้อีกด้วย
ขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ นาย เอกพิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องยกเลิกการชดเชยเงินให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติซึ่งเป็นเม็ดเงินราว 55,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าหากเรานำเงินในส่วนนี้มาพัฒนาการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้องกันภัยพิบัติในระยะเวลา 10 ปี จะคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 550,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการจ่ายเงินชดเชย
ส่วนดร.อนุสรี นำเสนอนโยบายในการแก้ปัญหาหยี้ครัวเรือนด้วยการแช่หนี้ 3 ปี โดยใช้นวัตกรรมทางด้าน AI ให้เข้าถึงเยวชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนการจ้างงานทักษะสูง
ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จำเป็นที่จะต้องมีก่ชดเชย เยียวยาที่รวดเร็ว เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อไปได้ และสร้างรายได้ในชุมชนจากการฟื้นฟู และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกด้าน Green Economy ยกระดับมาตรฐานหน่วยงานรัฐ กระจายรายได้จากส่วนกลางสู่ภูมิภาค
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
