สาวแชร์ประสบการณ์ จ่ายเกือบครึ่งล้าน! หลังป่วยหนักตอนเที่ยวในอเมริกา จนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก Phapapin Dinakara Na Ayudhaya ได้เล่าประสบการณ์ในกลุ่ม "เที่ยวไปในอเมริกา" ถึงเหตุที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา จนเสียค่าใช้จ่ายเกือบครึ่งล้านบาท โดยระบุว่า
เรื่องเกิดช่วงเดือนพฤศจิกา พ.ศ.2568 เริ่มจากเราไอแห้งๆ จนมีเสมหะมา 4วัน พอเข้าวันที่5 (วันThanksgiving day) เราออกไปดูพาเรด และหลังจากนั้นเริ่มมีอาการหน้ามืดวิงเวียน หมดแรง ร้อนข้างในตัว รู้สึกเป็นหนัก (เราทำประกันเดินทางไว้) เลยเสิร์ช รพ.ที่อยู่ใกล้โรงแรม ก็เข้าไปเลย หน้าตา รพ.ดูดี (รู้ทีหลังว่า รพ.เอกชน และเป็นโรงเรียนแพทย์ด้วย) ก็เดินเข้าไปใน รพ. บอกว่ามาหาหมอ พี่การ์ดบอกว่า อยากเจอหมอหรอ? ถ้าอยากเจอหมอให้ไป ER (ฉุกเฉิน) เท่านั้น ก็เลยเดินไปฉุกเฉิน เข้าไปถึงเอาพาสปอร์ตไปเช็คอิน แล้วรอหมอเรียก เขาไม่สนเลยว่าเราจะมีเงินมั้ย มีประกันมั้ย นั่งรอแปปเดียว ก็เรียกไปเข้าห้องวัดความดัน คุณพยาบาลถามอาการทันที
เนื่องจากเราเอายาที่กินปัจจุบันไปด้วย และบอกว่าทาน DayQuil มาตอนเช้า คุณพยาบาลเลยส่ง EKG ตรวจหัวใจ ปรากฎผลหัวใจเต้นผิดปกติ รถเข็นปรื๊ดมารอหน้าห้องทันที รีบจับเรานั่งรถเข็นแล้วพูดว่า “Team 1” พยาบาล คนเข็นรถรีบเร่งมาก จนกลับมาเสิร์ชว่า Emergency Team 1 คือคำที่โรงพยาบาลในอเมริกา ใช้เรียก ทีมแพทย์ฉุกเฉินชุดที่ 1 ที่ถูกเรียกเมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วนมาก ๆ เช่น ผู้ป่วยหยุดหายใจ, หัวใจหยุดเต้น, ภาวะวิกฤตที่ต้องการทีมแพทย์หลายฝ่ายเข้าช่วยทันที พออ่านแล้วตื่นเต้นเลย ดีนะที่ตอนนั้นไม่รู้
ฟีลเหมือนอยู่ในซีรีย์ ER คนเข็นรีบเข็น เกือบจะวิ่ง แล้วพาเราขึ้นเตียงหน้าเค้าท์เตอร์หมอ เตียงไม่ได้อยู่ในห้อง แต่มีเตียงที่อยู่บริเวณทางเดินรอบห้อง ER เต็มไปหมด
พอเรานั่งลงเท่านั้น คุณหมอ 2คนวิ่งมา พยาบาลเอาเสื้อ รพ.มาคลุมหัว บอกให้เราถอดเสื้อ เราก็เปลี่ยนเสื้อมันตรงนั้น เจาะเลือดเราต่อ ระหว่างนั้นคุณหมอ 2คนแย่งกันถามแบบไม่หยุด คือเราเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่เราคงเป็นเคสด่วนสำหรับเขา เขาเลยต้องถามเยอะ เนื่องจากเราไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษแบบพูดคล่องขนาดนั้น เขาก็เลยโทรหาล่ามให้ทางโทรศัพท์ ล่ามเป็นคนไทยแท้ บอกสิทธิ์เราหมดว่าจะเก็บข้อมูลเป็นความลับนั้นนี่ ระหว่างนั้นหมอ 2คนก็คุยกันข้ามเราไปมา คำถามประมาณ เกี่ยวกับการหายใจ แน่นหน้าอกมั้ย? ตาพล่ามัวขนาดบ้านหมุนมั้ย? ส่วนคุณพยาบาลก็ดูดเลือดไปเรื่อยๆ คือวุ่นวายมากเวอร์ ถามคำถามจบ หมอส่งไปเอกซเรย์ปอด ส่งตรวจเลือดเยอะไปหมด
ระหว่างรอผล พยาบาลมาให้น้ำเกลือ 2 ถุง มีบุรุษพยาบาลเอาไทลินอลมาให้กิน 2 เม็ด (รวมระยะเวลาอยู่ในรพ.ประมาณ 4-5ชั่วโมง)
ระหว่างนั้น มีเจ้าหน้าที่การเงินมาสอบถามเรื่องชื่อ ที่อยู่ในอเมริกา มีประกันมั้ย ซึ่งเราบอกว่าทำประกันเดินทางจากที่ไทยมา ซึ่งเขาก็ไม่ได้ถามอะไรมากมายนัก
เมื่อผลออก และอาการดีขึ้น คุณหมอเดินมาแจ้งว่า ผลคือเราเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และหัวใจเต้นผิดปกติ ให้เราดื่มน้ำเยอะๆ ถ้าเวียนหัวอีกให้ไปซื้อไทลินอลกิน และให้นัดพบหมอโรคหัวใจด้วย (กลับมาตรวจหัวใจแพคเกจใหญ่ที่ไทยแล้ว ผลปกติค่ะ) แล้วก็พาเราลุกเดินรอบๆ ว่าเรามีอาการวิงเวียนอยู่มั้ย แล้วก็ร่ำลาไป
จากนั้น คุณพยาบาลก็มาเอาที่เจาะเลือดที่แขนออก และเดินเอาผลทุกอย่างมาให้เกือบ 10แผ่น เราก็บอกว่าที่ไทยใบรับรองแพทย์จะมีหมอเซ็นชื่อ แต่ที่นี่คุณพยาบาลบอกว่า หมอจะไม่เซ็นอะไรให้ มีแค่ผลตรวจเท่านั้น แล้วก็บอกให้กลับบ้านได้ เราก็เอ๊ะ ไม่บอกให้ไปจ่ายเงิน แต่บอกให้กลับบ้านหรอ?
เราเดินออกมาด้านหน้าที่เดิม ถามว่าจ่ายเงินที่ไหน เขาบอกว่าจะไม่มีการจ่ายเงินที่นี่ คุณต้องเข้าไปเช็คในเว็บเอง โดยใช้เบอร์หรืออีเมลล์ที่บอกไว้ตอนแรกเข้าไป Login
เดินออกมาด้วยความมึนงงว่า แล้วถ้าเรากลับไทยแล้วไม่จ่ายเงินเขาล่ะ?
ตอนยังอยู่ที่นั่นเราเข้าไปเช็คเว็บทุกวัน บิลก็ยังไม่ออก พอวันเราออกจากอเมริกาไปแคนาดา เราจะลง Appโรงพยาบาล เพื่อให้เข้าระบบให้สเถียร ปรากฎถ้าอยู่นอกอเมริกาเข้าทั้งเว็บและ Appไม่ได้! เราเลยต้องต้องมุดVPNเพื่อไปลง App จนกลับมาไทยรวม 7 วันแล้ว ราคาก็ยังไม่มาสักที ประมาณวันที่ 8 มีเมลล์มา 1 เมลล์ให้เข้าไปเช็ค ปรากฎเจอแค่ค่าเอกซเรย์ปอด 22$ ส่วนอื่นจะตามมาทีหลัง เราเลยรอราคาอื่นออกมาแล้วจ่ายทีเดียว จะได้ทำเรื่องเบิกง่ายกว่า
จนอีก 4-5 วันต่อมา ราคารวมทั้งหมดออกมาที่ 14,300$ หรือเงินไทยราวๆ 460,000 บาท
แต่เดี๋ยวก่อน เขามีส่วนลดให้คือ Hospital-Based Charity/Special Discount สำหรับคนที่จ่ายเงินเอง ลดไป 11,600$ เหลือแค่ 3,000$ !! หรือประมาณ 100,000 บาทไทย! (อยู่โรงพยาบาล4ชั่วโมง น้ำเกลือ 2ถุง ไทลินอล 2เม็ด)
เรางงว่าทำไมส่วนลดมันเยอะขนาดนั้นเลยไปถาม chatgptมา(เพราะไม่รู้จะไปถามใคร) chatgpt บอก โรงพยาบาลที่อเมริกาชอบเปิดราคาสูงไว้ก่อน แล้วให้ส่วนลดทีหลัง
จากนั้นเราก็เริ่มชำระเงิน และใช่ค่ะ มุดVPNไปชำระเงิน อะไรมันจะยากขนาดนั้นนะ
เนื่องจากโพสต์ที่เฟซบุ๊กหลักของเรานี้มีผู้เข้ามาอ่านจำนวนมาก บางท่านเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม จึงขออนุญาตอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม
จากหลายคอมเมนต์ของผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ได้แนะนำว่า หากอาการไม่ได้รุนแรง หรือฉุกเฉินจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเข้า ER แต่สามารถเลือกเข้ารับการรักษาที่ Urgent Care แทนได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก
เนื่องจากเราไม่ทราบข้อมูลนี้มาก่อน และไม่คิดว่าจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระหว่างท่องเที่ยว จึงอยากแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมไว้สำหรับผู้ที่อ่านโพสต์นี้ไว้เป็นความรู้ค่ะ
หลังจากเราจ่ายเงินที่คาดว่าจะเป็นบิลใบสุดท้ายเลยเริ่มทำการส่งเคลมประกัน และปัจจุบันนี้ได้เงินค่าเข้าห้องฉุกเฉินที่นิวยอร์ก,อเมริกา จากบริษัทประกันคืนเรียบร้อยแล้ว
ยื่นเคลมรอบที่ 1
วันที่ได้รับเอกสารเรียกร้องสินไหม: 30/12/2025
ยอดที่ส่งเคลม: USD 2,979
วันที่ได้รับเงินคืนจากบริษัทประกัน: 13/01/2026
จำนวนเงินที่ได้รับคืน: 95,022 บาท
ยื่นเคลมรอบที่ 2
วันที่ได้รับเอกสารเรียกร้องสินไหม: 07/01/2026
ยอดที่ส่งเคลม: USD 210
วันที่ได้รับเงินคืนจากบริษัทประกัน: 16/01/2026
จำนวนเงินที่ได้รับคืน: 6,666 บาท
คิดอัตราแลกเปลี่ยนตาม อัตราธนาคารแห่งประเทศไทย
หลายคนอาจจะอ่านผ่านตาเรื่องนี้จากที่อื่นมาบ้าง แต่หลายๆคนก็ยังไม่ทราบ เราเลยรอวันจบเรื่อง และอยากมาแชร์ประสบการณ์ในห้องนี้โดยตรงเพราะกรุ้ปนี้แต่คนที่จะไปเที่ยวอเมริกา เผื่อโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับทุกท่านที่กำลังจะไปเที่ยวค่ะ