อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ มองปลายปี 2026 มีลุ้นเห็นทองคำ 100,000 บาท

อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ นักวิชาการอิสระ และที่ปรึกษาด้านเศรษศาสตร์และการลงทุนระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ TNN Wealth Live ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เจาะลึกถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกที่กำลังทวีความรุนแรง โดยชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างปัญหาในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งมีรากเหง้ามาจากความเปราะบางของระบบธนาคารและภาระหนี้สินมหาศาลของสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์และตลาดพันธบัตรที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน ที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายโอนความเสี่ยงจากภาคธนาคารไปสู่ประชาชน
ด้วยเหตุนี้ทองคำจึงถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์สำรองที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการเสื่อมค่าของเงินตรา โดยมีโอกาสสูงที่ราคาทองคำอาจจะจะพุ่งสูงขึ้นถึง 100,000 บาทต่อบาททองคำภายในปลายปี 2026 หากระบบการเงินโลกยังคงเผชิญกับสภาวะที่ไม่อาจคาดการณ์ได้เช่นนี้ต่อไป
อ.ทวีสุข ระบุว่า ราคาทองคำที่เหมาะสมในภาวะปกติ และไม่ได้อยู่ในภาวะเก็งกำไร ควรอยู่ที่ระดับประมาณ 4,500–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทยควรอยู่ในช่วงประมาณ 68,000–73,000บาทต่อบาททองคำ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้จะปรับขึ้นแรง แต่ยังมีการประเมินว่าในช่วงปลายปี 2569 ราคาทองคำในประเทศอาจมีโอกาสขยับขึ้นไปเฉียดระดับ 100,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกอาจมีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่บริเวณสูงกว่าระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น คือภาวะการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ทางการเงิน โดยเฉพาะตราสารหนี้ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องจับตานโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อไปคือ เฟดจะมีการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากหากมีการอัดฉีด QE ในรอบใหม่ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ในระดับที่สูงยิ่งขึ้น
สำหรับการปรับฐานของทองคำที่รุนแรง ทั้งทองคำในประเทศไทยและทองคำโลก เกิดจากการเก็งกำไรอย่างรุนแรง ดังนั้นหากราคาทองถูกกดลงมาจึงเป็นเหตุให้ ขายตัดขาดทุน (Stop Loss) และยังมีปัจจัยที่สะท้อนในเรื่องของ ดัชนีวัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ (USDX) ปรับตัวลงก็จะทำให้ราคาทอง ปรับตัวเพิ่มขึ้น
อ.ทวีสุข ระบุว่าการปรับฐานของราคาทองคำที่รุนแรง ทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อราคาทองคำเริ่มถูกกดลงจึงทำให้นักลงทุนบางส่วนตัดสินใจขายตัดขาดทุน (Stop Loss) ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านค่าเงินก็มีบทบาทสำคัญ โดยหากดัชนีวัดมูลค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USDX) ปรับตัวอ่อนค่าลง มักจะเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น
บทสรุปราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวตามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความเสื่อมค่าของสินทรัพย์การเงิน โดยเฉพาะตราสารหนี้สหรัฐฯ รวมถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากมีการอัดฉีดสภาพคล่องหรือใช้มาตรการ QE เพิ่มเติม อาจผลักดันราคาทองคำให้สูงขึ้นได้อีก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนและการปรับฐานที่เกิดขึ้นในบางช่วง ส่วนหนึ่งมาจากแรงเก็งกำไรและการขายตัดขาดทุนของนักลงทุน ขณะที่การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตามบทสัมภาษณ์นี้ได้เกิดขึ้นก่อนการเกิดภาวะสงครามตะวันออกกลาง แต่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเศรษฐกิจโลกภายใต้ปัจจัยที่มีโอกาสพลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
