แรงสั่นสะเทือน เมื่อ Kevin Warsh ก้าวสู่ตำแหน่งประธาน Fed

ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกเริ่มกลับมามีความผันผวนมากขึ้น หลังจากมีความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมืองสหรัฐฯ เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกลับมาประเมินทิศทางนโยบายการเงินในอนาคตและปรับพอร์ตการลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
เควิน วอร์ช ถูกมองว่าเป็นผู้กำหนดนโยบายที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเงินและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง โดยในอดีตเขาเคยแสดงจุดยืนคัดค้านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หลังวิกฤตการเงินโลก ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าเขาอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น แนวคิดดังกล่าวทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ ที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา เพื่อรอดูทิศทางนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้น
ในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ เงิน และโลหะมีค่า เริ่มมีแรงขายทำกำไร หลังจากราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า โดยตัวชี้วัดทางเทคนิคอย่าง Relative Strength Index (RSI) ของราคาทองคำเคยปรับขึ้นสูงกว่า 90 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่สะท้อนว่าราคาอาจปรับขึ้นเร็วเกินไป การเคลื่อนไหวของราคาช่วงนี้จึงอาจเป็นเพียงการพักตัวตามธรรมชาติ ของตลาด นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า เนื่องจากยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า รอบการปรับขึ้นระยะยาวได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในมุมของการจัดพอร์ตการลงทุน ทองคำยังคงเหมาะสำหรับการเป็นสินทรัพย์หลักในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก เนื่องจากมีบทบาทช่วยกระจายความเสี่ยงและช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ขณะที่แร่เงิน แม้จะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในภาคอุตสาหกรรม เช่น พลังงานสะอาดและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ราคามีความผันผวนสูงกว่า และมักได้รับอิทธิพลจากแรงเก็งกำไร จึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในบางช่วงเวลามากกว่าการถือครองเป็นสินทรัพย์หลักระยะยาว
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่กำลังมีบทบาทต่อทิศทางตลาดโลก คือ การฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) ซึ่งดีดตัวขึ้นจากแนวรับสำคัญภายหลังการเสนอชื่อวอร์ช อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้ยังขาดปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน ทำให้แนวโน้มในระยะถัดไปยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การเคลื่อนไหวของดอลลาร์ยังคงเป็นตัวกำหนดสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
สำหรับตลาดหุ้นใน Emerging Markets นักลงทุนอาจต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นเชิงคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว แม้จะเผชิญความ ผันผวนระยะสั้นจากภาวะตลาดโลก
ภายใต้บริบทดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนในระยะถัดไปควรมุ่งเน้นการรักษาสมดุลของพอร์ต ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset Diversification) ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนในหุ้นเติบโตคุณภาพดี (Quality Growth
Stocks) ที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้น พร้อมรักษาโอกาสการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลเชิงตัวเลขและประมาณการในบทความนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
