เปิด 5 หนทาง สหรัฐฯ ครอง "กรีนแลนด์" เมื่อทรัมป์ย้ำจะต้องได้

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวซ้ำอีกครั้งว่าสหรัฐฯ ต้องการที่จะควบคุม “กรีนแลนด์” พื้นที่ปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก ทั้งด้านนโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ ที่สำคัญคือกรีนแลนด์ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมายที่อาจเป็นจุดดึงดูดจนกลายเป็นที่หมายตาของสหรัฐฯ
ทำเนียบขาวกล่าวว่า ขณะนี้ทรัมป์กำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะทำให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงกรีนแลนด์ โดยยังไม่ตัดตัวเลือกการใช้กำลังทหารเพื่อยึดครองกรีนแลนด์ด้วย แต่มีนักวิเคราะห์เพียงไม่กี่คนที่เชื่อว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์จะเกิดขึ้นจริง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมาในปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อโจมตีใจกลางกรุงการากัสและจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร อย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้การคาดการณ์ต่าง ๆ ถึงอนาคตของกรีนแลนด์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ แต่สหรัฐฯ ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่จะมาเติมเต็มความฝันของทรัมป์ที่ต้องการยึดกรีนแลนด์นอกเหนือจากการใช้กำลังทหาร และนี่คือหนทางต่าง ๆ ที่อาจเป็นไปได้
-ทางที่ 1 : ซื้อกรีนแลนด์-
แนวคิดการเสนอเงินให้เดนมาร์กเพื่อซื้อกรีนแลนด์เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 1867 หลังจากที่สหรัฐฯ ตัดสินใจซื้อ “อะแลสกา” จากรัสเซียจนกลายมาเป็นหนึ่งในรัฐของสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน แต่แนวคิดการซื้อกรีนแลนด์หายไปจนกระทั่งในปี 1910 ถึง 1917 ที่มีการนำกลับมาคิดทบทวนใหม่ แต่ในขณะนั้นสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจไปซื้อ “หมู่เกาะเวอร์จิน” จากเดนมาร์กมาแทนด้วยราคา 25 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 786 ล้านบาท
จนกระทั่งในยุคสงครามเย็น รัฐบาลของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้ส่งข้อเสนออย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ ไปยังรัฐบาลเดนมาร์กเพื่อขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ในราคา 100 ล้านดอลลาร์ พร้อมให้เหตุผลว่ากรีนแลนด์แทบไม่มีคุณค่าใดๆ ต่อเดนมาร์กเลยและการควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งในตอนนั้นรัฐบาลของเดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ กระทั่งผ่านมาจนถึงในปี 2019 ในสมัยแรกของรัฐบาลทรัมป์ เขาได้เสนอความต้องการจะซื้อกรีนแลนด์อีกครั้ง แต่คำขอนั้นก็ถูกทั้งรัฐบาลเดนมาร์กและรัฐบาลท้องถิ่นของกรีนแลนด์ปฏิเสธเช่นเคย พร้อมทั้งย้ำชัดอีกครั้งว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย” แต่ความพยายามของทรัมป์ยังไม่หยุด ในสัปดาห์นี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯ อาจพิจารณาทางเลือกในการซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หยุดการตีความว่าสหรัฐฯ ต้องการใช้กำลังเพื่อยึดครอง
The Guardian รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญหลายคนเห็นตรงกันว่า ยุคสมัยที่ประเทศหนึ่งจะซื้ออาณาเขตและประชาชนจากอีกประเทศหนึ่งนั้น “หายไปนานมากแล้ว” เพราะกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่าด้วยสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับอาณาเขตของแต่ละประเทศ ยิ่งทำให้การค้าขายเขตแดนโดยตรงเกิดขึ้นได้ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ภายใต้กฎหมายปกครองตนเองปี 2009 ชาวกรีนแลนด์สามารถจัดการลงประชามติว่าด้วยเรื่องเอกราชและอนาคตของกรีนแลนด์ได้ แต่จะขึ้นอยู่กับประชาชนบนเกาะจำนวนราว 57,000 คน ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นก็พบว่ากว่า 85% ไม่ต้องการให้กรีนแลนด์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ขณะที่มีเพียง 6% เท่านั้นที่สนับสนุนแนวคิดนี้
แต่ถ้าหากมีการซื้อขายเกิดขึ้นจริง แล้วกรีนแลนด์จะมีราคาเท่าไร ? คำตอบคือยากที่จะประเมิน เพราะไม่ใช่แค่ทรัพยากรของกรีนแลนด์ที่รวมถึงภาคธุรกิจ ภาครัฐ และแรงงานที่มีอยู่ ที่ใช้สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ที่มีอยู่ราว 3,236 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 แต่ยังรวมถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและยกระดับ GDP ในอนาคตที่วัดได้ค่อนข้างยาก เพราะจะขึ้นอยู่กับว่าทรัพยากรเหล่านี้ถูกคาดหมายว่าจะมีศักยาภาพมากเพียงใดในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มีมูลค่าอื่นๆ ที่ไม่ถูกสะท้อนอยู่ในรูปแบบตัวเลข GDP อาทิ คุณภาพของทุน ทั้งการลงทุนในมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ด้วย
-ทางที่ 2 : ซื้อใจคนกรีนแลนด์-
ผลสำรวจความคิดเห็นเรื่องอนาคตของกรีนแลนด์ในบางครั้ง ถูกมองว่าอาจไม่แม่นยำนักเมื่อพิจารณาจากขนาดประชากรที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว บ่งชี้ว่าความรู้สึกของชาวกรีนแลนด์ต่อความพยายามของทรัมป์ในการลงทุนเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในดินแดนแห่งนี้ยังไม่ชัดเจน ในขณะที่อีกด้านหนึ่งยังพบประชาชนเกือบแบ่งออกเป็นสองฝ่ายเท่าๆ กัน ระหว่างการมองว่าสิ่งที่ทรัมป์จะทำเป็นภัยคุกคาม กับการมองว่าการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ คือโอกาส
ในขั้นแรกของการซื้อใจชาวกรีนแลนด์สหรัฐฯ ได้ดำเนินการแล้ว โดยสหรัฐฯ ได้เข้าไปลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาบนเกาะแห่งนี้ พร้อมทั้งกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมไปถึงเมื่อปี 2020 ที่ได้มีการกลับมาเปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในกรุงนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์และเมื่อเดือนที่แล้วก็ได้มีการแต่งตั้งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ด้วย
แต่เดนมาร์กที่ปฏิเสธการซื้อขายกรีนแลนด์มาตลอด ยังคงสงสัยว่าสหรัฐฯ อาจใช้ยุทธวิธีที่แอบแฝงมากกว่านี้ในการซื้อใจชาวกรีนแลนด์ รวมถึงการรณรงค์เพื่อขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์ ซึ่งเดนมาร์กเชื่อว่าสิ่งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นขบวนการเรียกร้องเอกราชที่กำลังเติบโตขึ้นบนกรีนแลนด์ให้ตื่นขึ้นมา ซึ่งอาจได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้างได้เช่นกัน และหากการลงประชามติเกี่ยวกับเอกราชของกรีนแลนด์ได้รับชัยชนะ และได้รับการรับรองจากรัฐสภาเดนมาร์ก กระบวนการเจรจาต่อรองข้อตกลงเพื่อซื้อขายก็อาจเริ่มต้นขึ้นได้ ซึ่งในระหว่างการเยือนกรุงนุกเมื่อเดือนมีนาคม รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาหวังว่าชาวกรีนแลนด์ที่ต้องการเอกราชจะเลือกจับมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา
พรรครัฐบาลผสม 4 พรรคในปัจจุบันของกรีนแลนด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เกาะแห่งนี้เป็นของชาวกรีนแลนด์ ขณะที่พรรคนาเลรัค (Naleraq) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านและได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับสองในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว ก็สนับสนุนเอกราชของกรีนแลนด์เช่นกัน แต่มีท่าทีเปิดกว้างต่อการเจรจากับสหรัฐฯ มากกว่า
เพเล โบรเบิร์ก ผู้นำพรรคนาเลรัค กล่าวว่าเขาไม่ได้กังวลต่อคำขู่ล่าสุดของทรัมป์ และเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะปกป้องกรีนแลนด์ในฐานะประเทศเอกราช นอกจากนี้เขาเชื่อว่าสหรัฐฯ ก็ไม่อาจทำอะไรกับกรีนแลนด์ได้มากไปกว่าสิ่งที่เดนมาร์กเคยทำมาแล้วเช่นกัน
-ทางที่ 3 : ลงนามในข้อตกลงการเป็นรัฐในความสัมพันธ์เสรีกับสหรัฐฯ -
เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เคยออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาต้องใช้เวลาเตรียมการหลายเดือนในการทำงานเพื่อบรรลุความเป็นไปได้ที่จะจัดทำ “ข้อตกลง” การเป็นรัฐในความสัมพันธ์เสรีกับสหรัฐฯ หรือ COFA เหมือนที่สหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงลักษณะนี้กับประเทศเกาะเล็กๆในแปซิฟิกใต้อย่าง “หมู่เกาะมาร์แชล”
ภายใต้ข้อตกลงนี้ ประเทศเล็กๆ ทั้งหลายจะยังคงเป็นเอกราชของตน และจะได้รับการการันตีความมั่นคงและปกป้องจากสหรัฐฯ ยังรวมไปถึงการมอบศักยภาพในการเปิดเป็นเขตการค้าปลอดภาษีที่จะสร้างกำไรได้ ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ จะสามารถเข้าไปดำเนินงานได้โดยไม่มีข้อจำกัด
The Guardian เผยว่าผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าแนวทางนี้ บางทีอาจเป็นทางที่เป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผลลัพธ์ระยะยาวหากสหรัฐฯ ต้องการควมคุมกรีนแลนด์ เพราะผู้นําของกรีนแลนด์หลังการลงประชามติมีแนวโน้มที่จะเห็นว่าข้อตกลงในลักษณะนี้จะทำให้ประเทศของพวกเขายังคงความเป็นอิสระได้อีกทั้งยังได้ความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจด้วย
-ทางที่ 4 : พึ่งพาสนธิสัญญาที่มีอยู่-
หนึ่งในประเด็นที่น่าของยังคงคลุมเครือในความตึงเครียดเกี่ยวกับกรีนแลนด์ คือความจริงที่ว่าสหรัฐฯ มีสิทธิในการเข้าถึงทางทหารอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว และยังสามารถขยายเพิ่มเติมได้ไม่ยากที่อาจทำให้สหรัฐฯ ใช้สิทธินี้ในการขยายอิทธิพลเข้าสู่กรีนแลนด์
สหรัฐฯ และเดนมาร์กยังมีข้อตกลงระหว่างกันในปี 1951 ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ “ก่อสร้าง ติดตั้ง บำรุงรักษา และดำเนินการ” ฐานทัพทหารได้ทั่วดินแดนแห่งนี้ แต่สนธิสัญญาดังกล่าวก็ถูกแก้ไขใหม่ในปี 2004 รวมถึงยังได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลกรีนแลนด์ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ สามารถจัดที่พักให้กำลังพลและควบคุมการลงจอด การขึ้นบิน การทอดสมอเรือ การจอดเทียบท่า การเคลื่อนไหว และการปฏิบัติการของเรือ อากาศยาน และยานพาหนะทางน้ำในพื้นที่ได้
ก่อนหน้านี้ เดนมาร์กเองได้ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะอนุญาตให้สหรัฐฯ ขยายการประจำการทางทหารบนกรีนแลนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันฐานทัพสหรัฐฯ จำกัดอยู่ที่ฐาน “พิทูฟฟิก” (Pituffik) ทางตอนเหนือของกรีนแลนด์โดยมีกำลังพลประจำการอยู่ราว 500 นาย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงกรีนแลนด์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงเดิมอีกฉบับหนึ่งที่ลงนามในเดือนธันวาคมปี 2023 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้วที่เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงฐานทัพอากาศของเดนมาร์กได้โดย “ไม่ถูกขัดขวาง” และอนุญาตให้สหรัฐฯ ดำเนินกิจกรรมทางทหารภายในเดนมาร์กได้ โดยสหรัฐฯ ยังมีข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้านเดนมาร์กอย่าง สวีเดน ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ ด้วย
-ทางที่ 5 : ใช้กำลังทหารเข้ายึดครอง-
เมื่อหนทางต่าง ๆ ข้างต้นไม่ประสบความสำเร็จ นักวิเคราะห์สหรัฐฯ จึงมองว่า “การใช้กำลังทหาร” เข้ายึดครองอาจเป็นทางเลือกสุดท้าย กรีนแลนด์ไม่มีกองกำลังรักษาดินแดน รวมถึงมีเรือกับเฮลิคอปเตอร์ทางทหารจำนวนเพียงไม่กี่ลำ ในขณะที่มีเครื่องบิรบนเพียงลำเดียวที่อยู่ภายใต้การปฏิบัติการของกองบัญชาการอาร์กติกของเดนมาร์กที่ประจำการไว้ในกรุงนุก แต่ก็มีไว้เพื่อภารกิจเฝ้าตรวจการณ์เท่านั้น
ดังนั้นแล้วการที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังเข้ายึดครองจึงต้องการเพียงกำลังหน่วยพิเศษที่จะเข้ามาสนับสนุนเพียงส่วนน้อยท่านั้น และจากกำลังที่สหรัฐฯ มี The Guardian รายงานว่าก็ไม่ยากเกินไปที่จะยึดครองกรุงนุกของกรีนแลนด์ได้ในเวลาเพียง “ไม่กี่นาที” และยังสามารถประกาศให้กรีนแลนด์เป็นอาณาเขตของสหรัฐฯ ได้ในที่สุด แต่นักวิเคราะห์ชาวเดนมาร์กมองว่าสิ่งที่ท้าทายกองกำลังสหรัฐฯ คือ “สภาพอากาศ” ที่หนาวเหน็บของกรีนแลนด์ที่จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อการใช้กำลังเข้ายึดครอง
ขณะที่ นายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน ของเดนมาร์ก กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า หากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีกรีนแลนด์ที่ได้รับการคุ้มครองโดยเดนมาร์ก ซึ่งเป็นชาติสมาชิกนาโตจะทำให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก “สิ้นสุดลงทันที” ผู้นำเดนมาร์กกล่าวด้วยว่า การกระทำของสหรัฐฯ จะเป็นเหมือนการระเบิดความมั่นคงของโลกหลังจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ยังขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งจะสร้างความไม่ไว้วางใจให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่รวมถึงความร่วมมือด้านข่าวกรองด้วยเช่นกัน
ด้าน เจคอป คาร์สโบ อดีตนักวิเคราะห์หน่วยข่าวกรองด้านกลาโหมของเดนมาร์กกล่าวว่า หากสหรัฐฯ เปิดการโจมตีก็จะต้องเผชิญกับการคัดค้านและต่อต้านอย่างหนักว่ามันคือ “งานที่สกปรกและรวดเร็ว” เพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุม และเช่นเดียวกัน คาร์สโบ เห็นด้วยว่าสภาพอากาศที่เป็นฤดูหนาวของกรีนแลนด์จะทำให้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ท้าทายและมีความยากอย่างมาก ซึ่งเขาหวังด้วยว่ายุโรปจะสามารถโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เชื่อได้ว่าหากเกิดการโจมตีต่อกรีนแลนด์เมื่อใด ยุโรปจะยิงตอบโต้กลับอย่างแน่นอน และทหารสหรัฐฯ จะถูกส่งกลับประเทศในถุงบรรจุศพ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
