รีเซต

หนีตายอย่างไร? ทางรอดมีหรือไม่? "พายุเศรษฐกิจ" 2026 จ่อกระแทกไทยครั้งใหญ่

หนีตายอย่างไร? ทางรอดมีหรือไม่? "พายุเศรษฐกิจ" 2026 จ่อกระแทกไทยครั้งใหญ่
TNN ช่อง16
22 มกราคม 2569 ( 08:00 )
8

หนีตายอย่างไร?  พายุเศรษฐกิจ 2026   กระแทกไทยครั้งใหญ่


คำเตือนครั้งใหญ๋ "พายุเศรษฐกิจ" ลูกใหญ่จัดเต็ม "Perfect Storm" มาถึงไทยแล้วปีนี้ ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายเตรียมพร้อม ตั้งรับ ปรับตัวกันให้ดี จากหลายปัจจัยรุมเร้า ทั้งในประเทศที่อ่อนแอ และนอกประเทศที่ปั่นป่วน


พายุเศรษฐกิจกำลังมา คำเตือนครั้งใหญ่ที่เราทุกคนห้ามปล่อยผ่าน คนที่ออกโรงเตือนครั้งนี้ คือ คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เผยทิศทางและแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยและภาคอุตสาหกรรมในบ้านเราปีนี้ว่ามีความเสี่ยงอย่างหนัก ปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยต้องเจอกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และยังมีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมกับนโยบายการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้น 


ขณะที่ในประเทศเองก็เจอกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสะสมมาอย่างยาวนาน ดังนั้นประธานภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงเปรียบสถานการณ์นี้ว่าเป็นเสมือนการเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือ “Perfect Storm” ที่มาท้าทายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ทางรอดสำหรับทุกคนตอนนี้ คือ  “Reinvent Thailand”  ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่การยกระดับภาคการผลิต จากเดิม คือ การรับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และต้องทำไปควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาด เพื่อไปช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดต้นทุนในระยะยาวได้ และยังช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย 


ส่วนในเชิงนโยบาย หรือการทำงานของภาครัฐ แนะนำว่าภาครัฐ ควรต้องเร่งใช้มาตรการสนับสนุน R&D หรือ Research and Development (การวิจัยและพัฒนา) รวมไปถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย SMEs และเร่งการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของงบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องบังคับใช้มาตรการทางการค้าอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม


นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงโครงการรัฐ สิ่งมองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ เรื่องของความโปร่งใส ประเทศไทยต้องไม่มีการทุจริต ต้องหลุดพ้นจากการคอรัปชั่น โดยทางประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ว่าภาครัฐควรต้องเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม 


และในขณะเดียวกันต้องช่วยกันผลักดัน BCG Model และอุตสาหกรรมชีวภาพเป้าหมาย 8 กลุ่ม ได้แก่ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีชีวภาพ ชีวเภสัชกรรม อาหารฟังก์ชันและอาหารใหม่ เส้นใยชีวภาพ เครื่องสำอาง และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพของประเทศได้อย่างมีศักยภาพ  


และภาครัฐต้องเร่งเจรจา FTA กระจายตลาดส่งออก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โลจิสติกส์ พลังงาน และยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ 


รวมไปถึงสิ่งสำคัญอีกด้านซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็คือ การพัฒนาคน หรือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยย้ำว่าต้องมีการเร่ง Upskill–Reskill–New Skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะทักษะด้าน STEM หรือการศึกษาที่บูรณาการ 4 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ Science (วิทยาศาสตร์), Technology (เทคโนโลยี), Engineering (วิศวกรรมศาสตร์), และ Mathematics (คณิตศาสตร์) โดยผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา




"เศรษฐกิจไทย" เผาจริงปีนี้ ? หลายสำนักคาดจีดีพีเสี่ยงต่ำสุดในรอบหลายสิบปี 


ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง หลายคนได้ยินแบบนี้ แต่ถ้าดูจากตัวเลขคาดการณ์จีดีพีในปีนี้ ต้องยอมรับว่า คำว่าเผาจริงดูไม่ห่างจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นเท่าไหร่นัก รวมไปถึงคาดการณ์จากเอกชน อย่าง กกร. ที่รวมตั้งแต่สภาอุต หอการค้า และสมาคมธนาคาร ก็ประเมินว่าจีดีพีปีนี้ตัวเลขที่มีโอกาสต่ำกว่าสองเปอร์เซ็นต์  


ต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก


ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ 


นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของเอสเอ็มอีฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่


ด้านภาคการส่งออกก็ถือว่าไม่ได้สดใสเท่าไหร่นัก โดย กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจจะอยู่ที่ระดับติดลบ -1.5 ถึง 0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมไปถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทำให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 1.4 แสนล้านบาท


จณะที่โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าและผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน  (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นโอกาสหรือด้านบวกก็ยังมีให้เห็นได้ในภายปี 2569 นี้ โดยเฉพาะภาคการลงทุนจากต่างประเทศ โดยกกร.ระบุว่า ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด สะท้อนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท จากกว่า 2,600 โครงการ โดยเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศกว่า 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย


ทั้งนี้ ปี 2569 ถือเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาสที่ไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ Competitiveness, Resilience และ Sustainability พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ONE Thailand” เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง