รีเซต

เงินร้อน เงินเย็น คืออะไร จัดสรรแบบไหนเพื่อให้เงินงอกเงย

เงินร้อน เงินเย็น คืออะไร จัดสรรแบบไหนเพื่อให้เงินงอกเงย
TNN ช่อง16
27 ธันวาคม 2568 ( 10:20 )
19

วันนี้จะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคำว่า เงินร้อน และ เงินเย็น เงินทั้ง 2 แบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และเราควรจะจัดสรรมันอย่างไร

เงินร้อน คือ เงินที่ได้รับมาแล้ว มีความจำเป็นต้องนำมาใช้จ่ายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่น ชำระค่าหนี้สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ ค่าบัตรเครดิต รวมถึงค่าใช้จ่ายประจำวัน

เราควรจัดสรรเงินร้อนให้มีการใช้อย่างเหมาะสมกับรายได้ที่เรามี เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดภาระหนี้ได้ แนะนำให้แบ่งเงินร้อนออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • รายจ่ายเร่งด่วน เป็นหนี้ที่ต้องแบ่งเงินมาชำระให้รวดเร็วเพื่อให้สามารถปิดบัญชีหนี้ได้ เพราะมีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หรือ หนี้นอกระบบ
  • รายจ่ายประจำ ค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องจ่ายในทุก ๆ เดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต 
  • รายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าท่องเที่ยว ค่าสังสรรค์ ตาม Lifestyle ของเรา 

การจัดสรรเงินร้อนทั้ง 3 ส่วนนี้อาจไม่ได้มีสัดส่วนที่ตายตัว แต่ควรบริหารเงินให้เพียงพอกับรายจ่ายและควรมีเงินเหลือสัก 10-20 % เพื่อเป็นเงินออมและต่อยอดไปสู่การมีเงินเย็น

เงินเย็น คือ เงินส่วนที่แยกออกมาจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว เป็นเงินส่วนที่เก็บไว้โดยไม่มีแผนจะนำออกไปใช้ และไม่ใช่เงินเก็บสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

การจัดสรรเงินเย็น เพื่อนำไปต่อยอดให้เพิ่มพูนมากขึ้นด้วยวิธีการลงทุนมีหลายรูปแบบ เช่น 

  • ฝากธนาคาร เป็นวิธีที่ปลอดภัยแต่ก็ให้ผลตอบแทนน้อย ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพราะฉะนั้นใครที่มีเงินเย็นอยู่ในเงินฝากออมทรัพย์ ควรเริ่มที่จะมองหาช่องทางการลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนมากขึ้น
  • ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ สิ่งของ เช่น การซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าหรือขาย ทองคำ กระเป๋า นาฬิกา แบรนด์เนมต่าง ๆ หรือของสะสมที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต 
  • ตราสารหนี้ เป็นตราสารทางการเงินที่ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดอายุ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน 
  • กองทุนรวม คือ การรวบรวมเงินของนักลงทุน นำมาลงทุนตามนโยบายที่กองทุนรวมนั้น ๆ กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยมี “ผู้จัดการกองทุน” ช่วยบริหารจัดการเงินของกองทุน โดยเราสามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ และยังสามารถ ลดหย่อนภาษีในกองทุนรวมบางประเภทได้ เช่น SSF, RMF
  • หุ้น เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน ทั้งจากเงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้น โดยควรศึกษาข้อมูลของหุ้นที่สนใจจะลงทุนให้ดี

ทั้งหมดนี้พอจะแยกให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการจัดสรรเงินเย็นให้งอกเงยได้หลายรูปแบบ และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือไม่ควรจะลงทุนหรือทุ่มไปกับการลงทุนแบบเดียว ควรจะกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงออกไป อาจจะมองหามืออาชีพอย่างนักวางแผนการเงิน CFP ซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการวางแผนการเงินมาให้คำปรึกษาและจัดทำแผนการเงินก็จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคตได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง