เช็กพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมถึง 2 ก.ย. อ่างทั่วประเทศมีน้ำ 65%

สถานการณ์น้ำทั่วประเทศวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และพื้นที่รับอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หลังมีแนวโน้มฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กำหนดช่วงเฝ้าระวังสถานการณ์ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม–2 กันยายน 2569 พร้อมติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้หน่วยงานในพื้นที่สามารถบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนประชาชนได้สอดคล้องกับสถานการณ์
เปิดรายชื่อจังหวัดต้องเฝ้าระวัง
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ พะเยา เพชรบูรณ์ ตาก พิษณุโลก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ร้อยเอ็ด กาญจนบุรี จันทบุรี และตราด
นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มเติม ได้แก่ ลำปาง ขอนแก่น นครราชสีมา เลย หนองบัวลำภู พังงา และระนอง
ส่วนจังหวัดสระบุรีต้องติดตามสถานการณ์อ่างเก็บน้ำบ้านดง อำเภอแก่งคอย หลังมีปริมาณน้ำเต็มความจุประมาณ 3.18 ล้านลูกบาศก์เมตร และเริ่มล้นทางระบายน้ำล้น หรือสปิลเวย์เล็กน้อย ทำให้มีการแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายอ่างบริเวณตำบลชำผักแพวให้ติดตามระดับน้ำ
ข้อมูลปริมาณฝนในรอบ 24 ชั่วโมงก่อนการรายงานวันที่ 31 สิงหาคม พบฝนสะสมในระดับสูงหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ 122 มิลลิเมตร สระบุรี 120 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 99 มิลลิเมตร นครนายก 87 มิลลิเมตร และชัยภูมิ 74 มิลลิเมตร
จับตา 8 แนวแม่น้ำ ระดับน้ำเพิ่มเร็ว
สำหรับแม่น้ำและลำน้ำสาขาที่ต้องติดตามระดับน้ำเพิ่มขึ้น น้ำล้นตลิ่ง และผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ มี 8 แนวสำคัญ ได้แก่ น้ำยวมในแม่ฮ่องสอน แม่น้ำกกในเชียงราย แม่น้ำน่านในน่าน แม่น้ำเมยในตาก แม่น้ำยมบริเวณแพร่ สุโขทัย และพิจิตร แม่น้ำแควน้อย–ลำน้ำเฟี้ยในพิษณุโลก ลำน้ำยังในร้อยเอ็ด และแม่น้ำโขงบริเวณจังหวัดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พื้นที่ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะหนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร จำเป็นต้องติดตามทั้งปริมาณฝนภายในประเทศและระดับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำและประเทศเพื่อนบ้านประกอบกัน
ลุ่มเจ้าพระยายังมีพื้นที่รองรับน้ำ
ลุ่มเจ้าพระยายังคงเป็นอีกพื้นที่ที่หน่วยงานด้านน้ำติดตามต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำจากภาคเหนือและฝนในลุ่มน้ำสาขาสามารถส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้
ข้อมูลปลายเดือนสิงหาคมระบุว่า 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 15,095 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% ของความจุ และมีช่องว่างเชิงปริมาณรองรับน้ำอีกราว 9,688 ล้านลูกบาศก์เมตร
เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก มีน้ำประมาณ 7,603 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56% ของความจุ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีประมาณ 6,872 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 72%
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก มีประมาณ 381 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีประมาณ 346 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 40% ของความจุ
ตัวเลขพื้นที่ว่างดังกล่าวเป็นการคำนวณเทียบกับความจุเก็บกักของอ่าง ไม่ได้หมายความว่าสามารถรองรับน้ำเพิ่มได้ทั้งหมด เนื่องจากการบริหารเขื่อนยังต้องพิจารณาเกณฑ์ควบคุมอ่าง หรือ Rule Curve ปริมาณฝนคาดการณ์ น้ำไหลเข้าอ่าง ความปลอดภัยของเขื่อน และสถานการณ์พื้นที่ท้ายน้ำร่วมกัน
31 ส.ค. ลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 450 ลบ.ม./วินาที
สำหรับสถานการณ์เช้าวันที่ 31 สิงหาคม ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ วัดได้ประมาณ 899 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่กรมชลประทานปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จาก 540 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังแนวโน้มน้ำเหนือปรับลดลง
การปรับลดอัตราระบายมีเป้าหมายลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ โดยเขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนทดน้ำและจุดสำคัญในการควบคุมการระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่าง แตกต่างจาก 4 เขื่อนเก็บกักหลักต้นน้ำ
ก่อนหน้านี้ กรมชลประทานประเมินเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า หากปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 1,100–1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อาจต้องบริหารการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในช่วง 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 0.60–1.50 เมตร
พื้นที่ที่ต้องติดตาม ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยอัตราการระบายจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเหนือและฝนที่เกิดขึ้นจริง
อ่างทั่วประเทศมีน้ำ 52,804 ล้าน ลบ.ม.
ภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 สิงหาคม มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 52,804 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 65% ของความจุเก็บกัก มีน้ำใช้การได้ประมาณ 28,682 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 51% และเมื่อคำนวณจากความจุรวม ยังมีช่องว่างเชิงปริมาณประมาณ 35% หรือราว 28,400 ล้านลูกบาศก์เมตร
เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าภาคเหนือมีน้ำประมาณ 17,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 62% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,134 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 51% ภาคกลาง 745 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 40% ภาคตะวันออก 1,681 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 52% ภาคตะวันตก 22,270 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 79% และภาคใต้ 4,874 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64%
ภาคตะวันตกจึงมีสัดส่วนปริมาณน้ำเก็บกักสูงที่สุดในภาพรวมที่ 79% โดยเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี มีรายงานปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 82% เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม จึงต้องติดตามฝนและน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน สทนช.รายงานว่ามีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก 22 แห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกที่มีน้ำเกินความจุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งตรวจสอบความมั่นคงของอ่าง บริหารเกณฑ์การระบาย กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และติดตามผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายอ่าง
รัฐเร่งบริหารน้ำรายพื้นที่ รับฝนถึง 2 ก.ย.
จากข้อมูลล่าสุด ภาพรวมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของประเทศยังมีพื้นที่รองรับน้ำ โดยอ่างทั่วประเทศมีน้ำเฉลี่ย 65% และ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีน้ำรวมประมาณ 61% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในช่วงถึงวันที่ 2 กันยายนอยู่ที่ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ภูเขา ลำน้ำขนาดเล็ก และบริเวณท้ายอ่างที่มีปริมาณน้ำสูง
การบริหารสถานการณ์จึงต้องพิจารณาเป็นรายพื้นที่ ทั้งปริมาณฝนสะสม น้ำไหลเข้าอ่าง ระดับน้ำในแม่น้ำ การระบายน้ำ และความสามารถของลำน้ำท้ายน้ำ โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจาก สทนช. กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
