ประชาธิปัตย์- ประชาชน งัดแผน 90 วัน เร่งเจรจา FTA เปิดเกมตลาดใหม่อุ้ม SME สู้เงินฝืด

TNN16 จับมือ Bangkok Post เปิดเวทีดีเบตเศรษฐกิจชี้อนาคตประเทศ “ELECTION2026 : DECODING THE ECONOMIC FUTURE" เลือกตั้ง 69 ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ ระหว่างดร.วีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ พรรคประชาชน
ดร.วีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนที่จะทำ ภายใน 90 วัน ของพรรคประชาธิปัตย์ คือการวางโครงสร้างให้เศรษฐกิจไทยไปต่อได้ ใน 90 วันแรก โดยเรื่องหลัก 5 สิ่งที่จะเริ่มทำทันที ได้แก่ ให้สิทธิ์เบี้ยผู้สูงอายุเบี้ยผู้พิการ เบี้ยแม่และเด็ก รวมถึงเงินออกเด็ก ซึ่งไม่ต้องรองบประมาณ พรรคประชาธิปัตย์จะให้สิทธิ์ก่อนและหากได้งบประมาณคืนมา ท่านจะได้สิทธิ์นั้นทันที
รวมถึงเร่งบรรจุงบประมาณโครงการสำคัญ ตามที่พักประชาธิปัตย์ได้ทำการหาเสียงไว้ อาทิ โครงการด้านการศึกษา โครงการที่เกี่ยวข้องกับการประกันรายได้แรงงานและเกษตรกร เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการใช้จ่ายงบประมาณ การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องเราจะดำเนินการกฎหมายอายัดทรัพย์จะต้องมีการบังคับใช้
เร่งปิดการเจรจา FTA เพื่อให้ประเทศไทยได้เปิดตลาดใหม่ๆ ให้ SME ไทย ลดการพึ่งพามหาอำนาจและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นปัญหากับประเทศหากไม่วางแผนอย่างชัดเจน และที่สำคัญจัดการปัญหาคอรัปชั่น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
***ขณะที่นโยบายการผลักดัน GDP ให้โตเกิน 2%
พรรคประชาธิปัตย์จะทำให้ GDP ประเทศไทยเติบโตได้ในระดับ 5% ภายใน 4 ปี โดยเริ่มจากบทบาทภาครัฐที่จะต้องเปลี่ยนไป โดยภาครัฐต้องเป็นผู้ผลักดันเศรษฐกิจธุรกิจยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ซึ่ง 6 ธุรกิจที่จะสามารถผลักดันการเติบโตของประเทศได้ เช่น ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจไฮเทค ธุรกิจบริการ ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการเงิน ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจเกษตรแปรรูป
นอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องมือที่จะทำให้ 6 ธุรกิจนี้เติบโตไปควบคู่กันไปได้อย่างเช่น การอัปเกรดกฎกติกาเศรษฐกิจของประเทศไทย ปรับกลไกการประสานงานภาครัฐและภาคเอกชน และเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมต่อการส่งออกเเละเพิ่มศักยภาพบุคลากร
ส่วนแนวทางการเพิ่มรายได้ประชาการต่อหัวให้เพิ่มขึ้นนั้น มองว่า ต้องเพิ่มรายได้ให้ประชาชนเป็น 2 เท่า โดยใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ รวมถึงการกระจายรายได้ไปสู่ กลุ่มเกษตรกรให้สูงขึ้น ผลักดัน SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ชูนโยบายรายได้ไม่เกิน 40,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี
***นโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ อย่างไร
โดยมี 3 มาตรการเพื่อป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 1. เยียวยา SME สร้างการเข้าถึงเงินทุน 2. สร้างเมืองจำลอง ซ้อมรับมือภัยพิบัติ 3.สร้างเมืองใหม่รองรับภัยพิบัติ
ทางด้าน ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ พรรคประชาชน กล่าวว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนของพรรคประชาชน มุ่งเน้นในการปฏิรูปและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การหยุดยั้งภาวะเงินฝืดเศรษฐกิจทดถอย จะต้องเติมเงิน 250,000 ล้านบาททันทีโดยใช้วงเงิน 50,000 ล้านบาท ในการค้ำประกันสินเชื่อ SME ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็กเพื่อให้เกิดการจ้างงานเเละสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
รวมถึงใช้เงิน 100,000 ล้านบาท ทำให้เกิด Transformation เพื่อลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) และอีก 100,000 ล้านบาท ลงทุนในสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันถือว่าเป็นธุรกิจที่ซบเซา
รวมถึงเร่งรัดการส่งออกยกระดับอุตสาหกรรมของไทย โดยการผ่อนคลายกฎระเบียบ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานนัก และดำเนินการได้ทันที
***ขณะที่นโยบายการผลักดัน GDP ให้โตเกิน 2%
พรรคประชาชน เป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจ ขยายตัวได้เต็มศักยภาพขึ้นไปสู่ระดับ 3-5% โดยจับตาภาคการบริโภค เพิ่มรายได้ให้ประชาชน เพิ่มการจ้างงานและลดภาระหนี้สิน ภาคการลงทุนนั้นจะต้องปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น
โดยมีเมกะโปรเจคที่มุ่งไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน เม็ดเงินลงทุนกว่า 6.27 แสนล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมและบริการพื้นฐานของประชาชน เชื่อมโยงกับต่างประเทศ แสวงหาตลาดใหม่ด้านการส่งออกมากขึ้น
ส่วนแนวทางการเพิ่มรายได้ประชาการต่อหัวให้เพิ่มขึ้น มองว่า การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ทั้งระบบในประเทศไทย ทั้งในส่วนของแรงงานและทุน โดยในส่วนของแรงงานจะมีเมกะโปรเจค ที่ลงทุนยกระดับขีดความสามารถ และพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ในส่วนของภาคทุนจะเน้นการยกระดับ อุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยการลงทุนด้านวิจัยและนวัตกรรม
และที่สำคัญต้องยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันสินค้าอุตสาหกรรมของไทยผลักดันส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงจะทำให้ประชาชนสามารถแก้ปัญหาหนี้และยกระดับสู่ประเทศที่มีมีรายได้สูงต่อไป
***นโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ อย่างไร
ดร.อนุสรณ์ มองว่า ไทยต้องเข้าร่วมกับประชาคมโลก เพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติ ทั้งการป้องกันและบรรเทา และการลงทุนเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และพลังงานสะอาดเพื่อให้โลกบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งเป็นเป็นต้นเหตุสำคัญของภัยพิบัติระดับโลก
ส่วนของการแก้ไขปัญหาสิ่งสำคัญที่สุดมองว่า ต้องมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีที่สามารถคาดการณ์ภัยพิบัติว่าจะเกิดในพื้นที่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนเหมือนที่ผ่านมา และหากเมื่อเกิดผลกระทบแล้วรัฐบาลก็ต้องใช้เงินเข้าไปเยียวยาอย่างทันท่วงที
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
