PTT โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 44.50 บาท กำไรฟื้น-สภาพคล่องแกร่ง

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #PTT โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 44.50 บาท กำไรฟื้น-สภาพคล่องแกร่ง
บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT เป้าหมาย 44.50 บาท มองกำไรฟื้น-สภาพคล่องแกร่ง หนุนโอกาสเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
บล.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) หลังการประชุมนักวิเคราะห์ โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 44.50 บาท จากราคาปัจจุบัน 40.75 บาท คิดเป็น Upside 9% มองว่าการสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจหลักและบริษัทลูก โดยเฉพาะธุรกิจปลายน้ำ จะอยู่ในช่วงฟื้นตัวในปี 2569-2571 จากการแทรกแซงของภาครัฐที่ลดลงและภาวะอุปทานที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไร โดยคาดกำไรปกติเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571
ฝ่ายวิจัยมองว่า PTT สามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานได้ แม้ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงาน โดยธุรกิจ Trading ยังสามารถเข้าถึงแหล่งจัดหาพลังงานทั่วโลก ทำให้บริษัทสามารถจัดหาน้ำมันดิบและวัตถุดิบสำหรับธุรกิจปลายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นในเครือช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 103% เทียบกับ 104% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นในภูมิภาคมีการลดกำลังการผลิตลง 8-17% นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์ของธุรกิจปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นเป็น 86% จาก 80% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนประโยชน์จากภาวะอุปทานที่ตึงตัวและอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
PTT ยังคงเป้าหมายขยายธุรกิจ Trading ในระยะยาว โดยมุ่งกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงขยายการค้าไปยังเชื้อเพลิงประเภทอื่น โดยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการค้า LNG ราว 3 เท่าตัวภายในปี 2573 เป็น 10 ล้านตันต่อปี จาก 1.75 ล้านตันต่อปีในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และตั้งเป้าปริมาณการค้า LNG ปี 2569 ที่ 3.7 ล้านตัน
ด้านกระแสเงินสด ฝ่ายวิจัยระบุว่า PTT สามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพิ่มขึ้นจากเกือบทุกธุรกิจ โดยอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น หลัง EBITDA และกำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 55% และ 75% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตามลำดับ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 1.26 เท่า จาก 1.75 เท่าในปี 2568 สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและมีสภาพคล่องส่วนเกินสำหรับการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น โดยฝ่ายวิจัยคาดเงินปันผลปี 2569 ที่ 2.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.6% และมองว่ามีโอกาสเกิด Upside หากบริษัทเพิ่มการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
สำหรับแผน Asset Monetization บริษัทคงเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทในช่วงปี 2568-2570 โดยช่วงปี 2568 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 ดำเนินการแล้วประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อนำสภาพคล่องไปลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการรองรับความผันผวนของธุรกิจในระยะยาว ส่วนแผนหา Strategic Partner หรือโครงการ Genesis ยังคงเดินหน้าต่อ แต่คาดว่าความคืบหน้าอาจเลื่อนไปเป็นปี 2570 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางและการแทรกแซงของภาครัฐที่ส่งผลต่อการเจรจา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าความล่าช้าดังกล่าวไม่ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของ PTT และบริษัทในเครือ
ด้านแนวโน้มผลประกอบการ ฝ่ายวิจัยคาดกำไรปกติไตรมาส 3/2569 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากทั้งธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำ โดยการปรับโครงสร้างราคาก๊าซช่วยลดต้นทุน Feed Cost ของโรงแยกก๊าซฯ 17% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาขายอ้างอิงเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานพลังงานที่ตึงตัว นอกจากนี้ ธุรกิจบริษัทลูกทั้ง PTTEP, TOP, PTTGC และ IRPC ยังได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมองว่าธุรกิจของ PTT อยู่ในช่วงฟื้นตัว ทั้งธุรกิจก๊าซฯ จากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ รวมถึงธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัว โดยคาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีจะทยอยฟื้นกลับสู่ระดับที่ทำกำไรได้ในระยะยาว ส่งผลให้คาดกำไรปกติเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 44.50 บาทต่อหุ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
