TOA เจาะตลาดสีราคาย่อมดันยอดโต5%-เร่งลงทุนQ3

#TOA #ทันหุ้น - TOA ปรับกลยุทธ์บุกตลาดกลุ่มสีทาราคาประหยัด เจาะฐานลูกค้าห้องเช่า พร้อมขยายตลาดกลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง-ซ่อมแซม รับดีมานด์รีโนเวตบ้าน เดินหน้าลงทุนตามแผนราว 600 ล้านบาท คาดเร่งใช้ช่วงปลายไตรมาส 3/2569 เน้นพัฒนาการผลิตใหม่ ปักเป้าดันยอดขายโต 5%
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่ไม่ได้คึกคัก ปัจจุบันบริษัทจึงได้ขยายการให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มสีทาราคาประหยัด ผู้บริโภคสามารถเอื้อมถึงด้วยราคาย่อมเยาขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้นับแต่ปี 2543 บริษัทให้น้ำหนักสินค้าสีทากลุ่มพรีเมียมมากกว่า
@กลุ่มตลาด-ลงทุน
ผลิตภัณฑ์กลุ่มราคาประหยัดนี้เป็นกลุ่มตลาดที่อัตราการหมุนเวียนและการใช้งานซ้ำถี่กว่า โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มห้องเช่า ตลอดจนกลุ่มที่ต้องการสีราคาเข้าถึงง่ายและโครงการการเคหะต่างๆ
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาดทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง (Non-decorative) และเคมีภัณฑ์เพื่อการซ่อมแซม ตอบรับพฤติกรรมและวิธีการก่อสร้างในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนกลุ่มงานซ่อมแซม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรอบระยะเวลาการใช้งานและการเสื่อมสภาพเฉลี่ย 5 ถึง 7 ปี จำเป็นต้องมีการซ่อมแซมบำรุงรักษาตามรอบต่อเนื่อง
สำหรับงบลงทุน (Capital Expenditure) ตามแผนปี 2569 กำหนดไว้ที่ 600 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกปี 2569 ใช้ไปแล้ว 197 ล้านบาท และบริษัทคาดการณ์ว่ากระบวนการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายเงินลงทุนจะมีสัดส่วนจำนวนมากในช่วงปลายไตรมาสที่ 3/2569 และช่วงต้นไตรมาสที่ 4/2569
** ลงทุนกำลังผลิตใหม่
จำแนกสัดส่วนการลงทุนแบ่งออกเป็น เพื่อการลงทุนในกำลังการผลิตใหม่ 33.6%, การลงทุนด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน 23.6%, การลงทุนเพื่อทดแทนเครื่องจักรและอุปกรณ์เดิม 19.5%, การลงทุนในระบบอัตโนมัติ 9.3% และการลงทุนด้านอื่นๆ 14.1%
ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาสที่ 3/2569 ยอมรับว่า อาจจะปรับลง 1.0-1.5 % จากอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงระดับ 40.2% แม้จะเชื่อมั่นว่าบริษัทยังบริหารจัดการรักษาระดับราคาจำหน่ายสินค้าตามมาตรฐานการแข่งขันได้ตามปกติ ทว่าปัจจัยหลักจากสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง จะเป็นแรงกดดันหลักที่ส่งผลกดดัน
ทั้งนี้แนวโน้มราคาและทิศทางต้นทุนวัตถุดิบ (Raw Materials) เริ่มส่งสัญญาณการทรงตัวและมีโอกาสปรับตัวลดลงในอนาคต โดยเฉพาะราคาต้นทุนของวัตถุดิบกลุ่มไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ที่เริ่มปรากฏแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่วัตถุดิบกลุ่มเรซิน (Resin) และมอนอเมอร์ (Monomer) คาดว่ามีโอกาสปรับราคาเพิ่มขึ้นบ้างจากผลกระทบความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทว่าทิศทางการปรับขึ้นจะไม่รุนแรงเนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เตรียมความพร้อมและจัดทำแผนสำรองรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ส่วนต้นทุนราคาบรรจุภัณฑ์เหล็กและบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังคงมีความผันผวนตามต้นทุนวัตถุดิบหลักขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นเม็ดพลาสติก PP (Polypropylene) ราคาย่อลงมาแล้ว
@เป้าหมายเติบโต
สำหรับเป้าหมายยอดขายปี 2569 นี้ประเมินการเติบโตระดับใกล้เคียง 5% ทั้งเชิงบวกและลบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นด้วย ในแง่ช่องทางการขายในระยะยาว แนวโน้ม 3-5 ปีคาดการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่มีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม อันเป็นผลลัพธ์จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของตลาดต่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเวียดนาม คาดเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักต่อเนื่อง ส่วน สปป. ลาว เติบโตจำกัดเพราะจำนวนประชากรน้อย ส่วนประเทศกัมพูชาและประเทศเมียนมา ระยะสั้นถูกจำกัดด้วยปัจจัยกดดันด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์มั่นคงภายในประเทศ แต่น่าจะมีศักยภาพการเติบโตสูงมากในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
