“ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังมา จับตาวิกฤตอาหาร

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และมีความเป็นไปได้ราวร้อยละ 80-90 ที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ สู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี จนอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ซึ่ง “ซูเปอร์เอลนีโญ” หมายถึงการที่อุณหภูมิน้ำทะเลจะเพิ่มสูงกว่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา โลกเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญแล้วประมาณ 5 ครั้ง แต่หากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.50-1.99 องศาเซลเซียส จะเรียกว่า “ระดับรุนแรง” ส่วนการที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นต่ำกว่านั้นจะอยู่ที่ระดับปานกลางและระดับอ่อน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิดภัยแล้งในบางพื้นที่ ขณะเดียวกันก็อาจเกิดน้ำท่วมรุนแรงในบางส่วน บางกรณีอาจเกิดทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ซึ่งสภาพอากาศสุดขั้วเหล่านี้จะสร้างความเสียหายให้กับการเพาะปลูก การเลี้ยงปศุสัตว์ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ปลุกความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคที่มีความเปราะบาง เพราะผลผลิตการเกษตรบางส่วนจะลดลง สวนทางกับราคาอาหารที่สูงขึ้น รวมถึงหาซื้อได้ยากขึ้น “เอลนีโญ” จึงเป็นการซ้ำเติมแรงกดดันที่มีอยู่เดิมจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบห่วงโซ่อุปทานด้านอาหารทั่วโลก และอาจส่งผลกระทบไปถึงฤดูเพาะปลูกถัดไป ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณสินค้าเกษตรและราคาในปี 2570-2571
ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่มีการกระจุกตัวสูง โดยขึ้นอยู่กับพืชผลหลัก ๆ เพียง 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งพืชทั้ง 4 ชนิดนี้ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการบริโภคอาหารทั่วโลก ดังนั้น หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงระดับโลกก็จะส่งผลเชื่อมโยงกันทั้งหมด ความเสียหายต่อพืชผลจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ราคาขยับขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะส่งผลต่อพืชและสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณน้ำฝนที่ลดลงอาจทำให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อการเจริญเติบโต อย่างกรณีของวัวนมจะมีความอ่อนไหวมาก ความเครียดจากความร้อนเพียงวันเดียวก็อาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำนมลดลงราวร้อยละ 10 รวมถึงส่งผลให้คุณภาพน้ำนมลดลง หรือกรณีสัตว์ปีกก็อาจถึงตายได้หากอุณหภูมิสูงเกินไป
“แอนดรูว์ โคเบิร์น” ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมอาหารจาก Ethical Corporation Magazine ระบุว่า ในแง่ของผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากราคาที่ขยับขึ้น เนื่องจากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานนั้นค่อนข้างตายตัว สถานการณ์จำลองสำหรับปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งนี้บ่งชี้ว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักอาจพุ่งขึ้นร้อยละ 10-50 โดยเฉพาะพืชผลที่มีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสูง อาทิ ข้าว น้ำมันปาล์ม อ้อย และกาแฟ อาจมีราคาสูงขึ้นถึงร้อยละ 50-100 หรือมากกว่านั้น แม้ว่าในอดีต การเปลี่ยนแปลงด้านราคามักเกิดขึ้นกับสินค้าโภคภัณฑ์ทีละอย่าง แต่หากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นพร้อมกันในหลายประเภท ก็หมายความว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบรุนแรงและกว้างขวางกว่าที่เคยเป็นมา
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าบางรายการก็ขยับขึ้นแล้ว สำนักข่าว ABC News อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ พบว่า เมื่อเทียบราคาสินค้าในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วกับปีนี้ ราคามะเขือเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 32 ส่วนผักกาดหอมเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 กาแฟเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และเนื้อบดเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงอาจส่งผลกระทบครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งระดับความรุนแรงที่มากขึ้น และกินเวลายาวนานกว่าในอดีต ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เอลนีโญระดับรุนแรงก็เคยทำลายผลผลิตถั่วเหลืองของอินเดีย รวมถึงข้าวของไทย เมล็ดกาแฟโรบัสตาของเวียดนาม และผลผลิตน้ำมันปาล์มของทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย
เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ เนื่องจากประชากรหลายร้อยล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 4.7 พันล้านคน ยังคงพึ่งพาภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น “ปากีสถาน” ซึ่งภาคการเกษตรคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 24 ของ GDP ใกล้เคียงกับกรณีของ สปป.ลาว ส่วน “อินเดีย” รัฐบาลประเมินว่ามีเกษตรกรประมาณ 145 ล้านคน ทำการเกษตรเพื่อยังชีพ คิดเป็นร้อยละ 16 ของ GDP นอกจากนี้ ชาวอินเดีย 660 ล้านคน หรือราวร้อยละ 45 ของประชากรทั้งประเทศ พึ่งพาภาคการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ภาคการเกษตรของอินเดียมีมูลค่าราว 3 แสนล้านดอลลาร์ แม้แต่ประเทศในอาเซียนที่เน้นอุตสาหกรรม อาทิ อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งไม่ค่อยถูกนับเป็นเขตเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรม ก็ยังพึ่งพาภาคการเกษตรคิดเป็นร้อยละ 14 และร้อยละ 13 ของ GDP ตามลำดับ
ปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในปีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาปุ๋ยและน้ำมันสูงขึ้น จากการหยุดชะงักด้านการผลิตและขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกษตรกรในเอเชียจำนวนมากเข้าถึงปุ๋ยได้น้อยกว่าที่จำเป็นในฤดูกาลเพาะปลูกปัจจุบัน ประกอบกับสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าลง ทำให้การนำเข้าอาหารและวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีแนวโน้มลดลง
การที่ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากราคาปุ๋ยและน้ำมันที่ขยับขึ้นก่อนหน้านี้ กำลังกลายเป็นพายุเศรษฐกิจที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของทั้งเอเชีย ก่อนหน้านี้ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดว่า การขยายตัวของ GDP ในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 4.7 ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่ประเมินไว้ที่ร้อยละ 5.1 โดยมีปัจจัยหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบวงกว้าง ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างกรณีของฟิลิปปินส์ เงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ร้อยละ 6.8 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนเงินเฟ้อของเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.6 สำหรับอัตราเงินเฟ้อในอินโดนีเซียอยู่ในระดับต่ำกว่า แต่ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นก็เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพ ขณะที่ผลกระทบจากสภาพอากาศอาจไม่ได้จำกัดแค่ความมั่นคงทางอาหาร แต่จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของภูมิภาคนี้ด้วย
“อาเซียน” มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งรุนแรง เพราะภาคเกษตรกรรมของอาเซียนมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากเอลนีโญครั้งใหม่ ซึ่งเป็นเพราะสินค้าเกษตรหลัก 2 ชนิด คือ ข้าวและน้ำมันปาล์ม มีความอ่อนไหวต่อภาวะสภาพอากาศแปรปรวนอย่างมาก และนี่จะเป็นการซ้ำเติมรัฐบาลและภาคครัวเรือนที่กำลังดิ้นรนรับมือกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การขนส่ง และราคาอาหารที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยภูมิภาคอาเซียนกำลังเข้าสู่ช่วงเดือนมรสุม ซึ่งทั่วไปแล้วจะเติมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ ช่วยลดความร้อนในเขตเมือง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่เพาะปลูก แต่หากเอลนีโญทำให้ฝนตกช้าหรือน้อยกว่าปกติ ก็อาจทำให้เกษตรกรต้องเลื่อนการเพาะปลูก ลดพื้นที่เพาะปลูก หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช้น้ำมาก
น่าสังเกตว่า “ข้าว” มีแนวโน้มที่จะเป็นพืชผลหลักที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงและความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากเอลนีโญ ขณะเดียวกัน ข้าวเป็นอาหารหลักของผู้คนในภูมิภาคนี้ รวมถึงผูกพันอย่างใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชนบท และมีแนวโน้มจะกระทบต่อประชาชนมากหากราคาเพิ่มขึ้น โดยประเทศที่เปราะบาง ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกัมพูชา “พอล เทง” นักวิจัยจากสถาบันคลังสมองในสิงคโปร์ “ไอเซียส-ยูซอฟ อิชัค อินสติติวต์” (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเมินว่า มีโอกาสที่การผลิตข้าวในอาเซียนอาจจะมีปริมาณลดลงร้อยละ 2-8 เมื่อเทียบกับปีปกติ นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มก็มีความน่ากังวล โดยเฉพาะการผลิตในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 85 ของทั้งโลก เพราะปาล์มมีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นเช่นกัน
“โกลด์แมน แซคส์” ระบุในรายงานล่าสุดว่า ภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มจะเผชิญภาวะช็อกด้านปริมาณการผลิตอาหาร เนื่องจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งในบรรดาประเทศในอาเซียน สิงคโปร์และฟิลิปปินส์น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตราคาอาหารโลก เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าอาหารสุทธิ ส่วนประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนก็เสี่ยงเผชิญวิกฤตราคาอาหาร แม้ว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียเหมือนจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเนื่องจากมีอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม แต่หากไม่นับรวมน้ำมันปาล์ม ทั้ง 2 ประเทศนี้ก็จะกลายเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิเช่นกัน กรณีของไทยก็ต้องนำเข้าปุ๋ยมากกว่าร้อยละ 90 จากทั้งหมด ทำให้มีความเสี่ยงเผชิญวิกฤตราคาอาหารผ่านราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
“โกลด์แมน แซคส์” ประเมินว่า ผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ปุ๋ย และปรากฏการณ์เอลนีโญ จะทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารในอาเซียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1 หลังจากเวลาผ่านไป 6 เดือน และเพิ่มเป็นร้อยละ 2.1 หลังจากผ่านไป 12 เดือน ก่อนจะลดลงเหลือร้อยละ 2 ในเวลา 18 เดือน
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงสันติภาพกันได้ในเบื้องต้น แต่แม้สงครามจะคลี่คลาย ราคาอาหารก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงอีกนาน ซึ่ง “ไซมอน แมคอะดัม” รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics อธิบายว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นสะท้อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจหลายแห่งแล้ว ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคครัวเรือนนั้นจะขยับตามหลังตลาดต้นน้ำประมาณ 3 เดือน ซึ่งหมายความว่าอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าราคาพลังงานและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนถึงปลายทาง
ธนาคารโลกประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อน่าจะแตะร้อยละ 4 ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปีที่แล้ว แม้การหยุดชะงักของน้ำมันจะคลี่คลายลง ส่วนการขยายตัวของ GDP จะโตแค่ร้อยละ 2.5 ต่ำสุดนับจากวิกฤตโควิด และลดลงจากร้อยละ 2.9 ในปีที่แล้ว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
