ธีระพล ชี้การศึกษาไทยต้องเร่งสร้าง “คนทำงานแห่งอนาคต” รับยุค AI

การศึกษาไทยกับโจทย์ “คนทำงานแห่งอนาคต”
ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวบนเวที GCNT ในหัวข้อ “การศึกษาไทยกับโจทย์ คนทำงานแห่งอนาคต” ถึงความท้าทายของระบบการศึกษา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และรูปแบบการทำงานของภาคธุรกิจ
ดร.ธีระพล ระบุว่า ภาคการผลิตกำลังเดินหน้าไปสู่โรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติและแรงงานคนน้อยลง ขณะที่เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้หลายเท่าตัว แต่ระยะเวลาที่คนรุ่นใหม่ใช้ในระบบการศึกษากลับไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ปัจจุบันจะสามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์และเข้าถึงองค์ความรู้ได้ง่ายกว่าอดีต
หนึ่งในโจทย์ที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ การนำศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาผสานกับ AI และเปิดโอกาสให้เข้าสู่โลกการทำงานเร็วขึ้น โดยมองว่าเยาวชนช่วงอายุประมาณ 18 ปีควรเริ่มมีประสบการณ์ทำงานจริง ควบคู่กับการเรียนรู้ ทดลอง และแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง
เมื่อความรู้สามารถค้นหาและเข้าถึงได้จากหลายช่องทาง สิ่งที่องค์กรต้องการจึงขยับไปสู่ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ หรือ Critical Thinking รวมถึงภาวะผู้นำ การตั้งคำถาม การตัดสินใจ และความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจ
เปลี่ยนห้องเรียนเป็น “สนามทดลอง” เชื่อมโจทย์ธุรกิจจริง
ดร.ธีระพล เสนอแนวคิดให้การศึกษาเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น โดยภาคธุรกิจสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลอง นำโจทย์ที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลจริง บุคลากร และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้พัฒนาแนวคิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีความสามารถด้าน AI
แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับ “ธุรกิจเป็นตัวตั้ง” โดยผู้เรียนจะไม่ได้รับเพียงองค์ความรู้ แต่ต้องเผชิญโจทย์ที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว เพราะในโลกการทำงานจริง ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังทุกครั้ง การเรียนรู้วิธีรับมือเมื่อผิดพลาดจึงเป็นประสบการณ์สำคัญต่อการทำงานในอนาคต
ดร.ธีระพล ยกตัวอย่างประสบการณ์การฝึกงานว่า ผู้เรียนอาจได้รับโจทย์เกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือ AI ที่ไม่เคยเรียนในห้องเรียน และจำเป็นต้องค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ประสบการณ์ลักษณะนี้ช่วยฝึกการแก้ปัญหาและสร้างความพร้อมก่อนเข้าสู่การทำงานเต็มตัว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการนำแนวคิดสตาร์ทอัพเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งด้านการสร้างธุรกิจ การนำเสนอแนวคิด การบริหารกิจการ ตลอดจนบทเรียนจากความล้มเหลว ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้กับการเริ่มต้นธุรกิจหรือการทำงานครั้งต่อไปได้
CP ดันเด็กปี 1 ทำงานจริง มีรหัสพนักงานและสะสมอายุงาน
อีกแนวทางที่ ดร.ธีระพล กล่าวถึง คือ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ได้ทำงานกับข้อมูลและโจทย์ธุรกิจจริง โดยผู้เรียนสามารถมีรหัสพนักงานและได้รับค่าตอบแทนตามชั่วโมงการทำงาน พร้อมเริ่มสะสมประสบการณ์และอายุงานตั้งแต่ยังศึกษาอยู่
แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายให้เมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 4 นักศึกษาไม่ได้ออกจากมหาวิทยาลัยด้วยวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มีประสบการณ์ทำงานติดตัว สามารถเข้าใจระบบองค์กร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การรับผิดชอบงาน และการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง
ดร.ธีระพล มองว่า มหาวิทยาลัยในอนาคตควรทำหน้าที่คล้าย “สนามชีวิตจริง” ให้ผู้เรียนทดลองคิด ลงมือทำ พบทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ก่อนนำบทเรียนเหล่านั้นไปพัฒนาตัวเอง ส่วนองค์ความรู้เฉพาะด้านสามารถเพิ่มเติมได้อย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีและบริบททางธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ย้ำ Lifelong Learning ต้องเกิดขึ้นตลอดชีวิตการทำงาน
สำหรับโลกการทำงานในอนาคต ดร.ธีระพล ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning เนื่องจากโจทย์ของธุรกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้ที่เคยใช้ได้ในช่วงหนึ่งอาจต้องปรับใหม่เมื่อเผชิญบริบทที่แตกต่างออกไป
ประเทศไทยจึงต้องเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับอุตสาหกรรมและธุรกิจรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม โดยทักษะสำคัญยังอยู่ที่ความสามารถในการตั้งคำถามอย่างมีคุณภาพ การใช้ดุลพินิจ ความคิด และวิจารณญาณ ซึ่งเป็นศักยภาพของมนุษย์ที่ต้องนำมาใช้ร่วมกับ AI
แนวคิดดังกล่าวเป็นอีกโจทย์สำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อทำให้ระยะเวลาการศึกษาเชื่อมต่อกับโลกการทำงานมากขึ้น และเตรียมคนรุ่นใหม่ให้สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
