คมนาคมเล็งระดมทุน 2 แสนล้าน ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า

กระทรวงคมนาคมเตรียมจับมือกระทรวงการคลัง ระดมทุนผ่านกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund : TFF) วงเงินเบื้องต้นกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายให้กลับมาอยู่ภายใต้การบริหารของภาครัฐ หรือแนวคิด Single Ownership หวังแก้ปัญหาโครงสร้างค่าโดยสาร
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังมีข้อจำกัดด้านกรอบหนี้สาธารณะ จึงไม่สามารถใช้งบประมาณซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายได้ทันที ทำให้ในระยะแรกต้องเดินหน้านโยบาย ตั๋วร่วม 17-45 บาท ก่อน
ใช้เวลา 1.5-2 ปี ระดมทุนผ่าน TFF ซื้อคืนสัมปทาน
กระทรวงคมนาคมจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดรูปแบบและวงเงินการระดมทุนที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ก่อนเข้าสู่การซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ
เบื้องต้นจะใช้ กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (TFF) เป็นเครื่องมือระดมทุนวงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ และการระดมทุนในลักษณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบหนี้สาธารณะของประเทศ
นายพิพัฒน์ระบุว่า หากการระดมทุนแล้วเสร็จก่อนกำหนด ก็สามารถทยอยซื้อคืนสัมปทานได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ BTS สิ้นสุดในปี 2572 เพราะสามารถคำนวณมูลค่าชดเชยตามระยะเวลาสัญญาที่เหลืออยู่ได้
ตั้งเป้าเริ่มใช้ค่าโดยสาร 17-45 บาทในปี 2570
ในช่วงแรก รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว ภายในปี 2570
ภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การโอนสิทธิ์การจัดเก็บค่าโดยสารของรถไฟฟ้าทุกสายมาให้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดเก็บเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งจะครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ด้วย
พร้อมกันนี้ จะพัฒนาระบบหลังบ้าน (Back Office) เพื่อบริหารจัดการและเคลียร์รายได้ให้ผู้ประกอบการ รวมถึงคืนค่าโดยสารส่วนเกินให้ผู้โดยสารภายใน 1-3 วัน โดยตั้งเป้าให้ระบบทั้งหมดแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
ช่วงเริ่มต้นรัฐอุดหนุนรายได้ผู้ประกอบการ
นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ในระยะแรกของนโยบายค่าโดยสารร่วม รัฐจำเป็นต้องชดเชยรายได้ให้ผู้ประกอบการผ่านกองทุนตั๋วร่วม โดยใช้รายได้ของ รฟม. เป็นแหล่งเงินหลัก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการแบ่งปันรายได้ (Revenue Sharing) จากจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังใช้นโยบายดังกล่าว โดยเบื้องต้นมีการพิจารณาสัดส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 5-10% หรืออาจมากกว่านั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เตรียมปรับระบบสายสีเขียว รองรับบัตร EMV และ QR Code
สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งปัจจุบันใช้บัตรแรบบิทเป็นระบบหลัก รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงระบบชำระเงินให้รองรับการแตะบัตรเครดิต-เดบิต (EMV) และการชำระผ่าน QR Code เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบตั๋วร่วม และรองรับนโยบายค่าโดยสาร 17-45 บาทได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ หลังจากดำเนินการกับระบบรถไฟฟ้าแล้ว รัฐบาลยังมีแผนขยายระบบตั๋วร่วมไปสู่รถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ภายหลังการรับมอบรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2570 รวมถึงเตรียมเจรจากับผู้ให้บริการเรือโดยสาร เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทสามารถใช้ตั๋วร่วมได้ในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
