สทนช.เตือน ไทยรับมือแล้ง "ดำผง" พายุโดนสกัด ฝนตกแต่ไม่ทั่วถึง

ดร.ชวัลน์ จันทร์ทรัพย์ ผู้ประกาศข่าว TNN16 เดินทางไปที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สัมภาษณ์ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องการบริการจัดการน้ำที่เก่งที่สุดของไทยคนนึง อย่างคุณ ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
"สวัสดีครับคุณเกม เอลนีโญครั้งนี้ของจริงนะ เปรียบเหมือนกอตซิลล่าพ่นความร้อน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง สภาพอากาศย้อนแย้ง ในบางพื้นที่เจอกับสิ่งที่เราเรียกว่า ดำ-ผง"
ผมถามกลับไปทันทีว่า "อะไรนะครับ ดำ-ผง คืออะไร" ในใจแอบงงนิดหน่อย เพราะไม่แน่ใจว่าผมได้ยินถูกรึเปล่า
คุณไพฑูรย์ยิ้มและตอบว่า "เดี๋ยวจะอธิบายให้เห็นภาพ และเข้าใจในเรืองนี้อย่างละเอียดครับ"
ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อความมั่นคงด้านน้ำของไทย ความน่ากลัวของภัยแล้งระลอกนี้ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และอาจรุนแรงกว่าปี 2562 ถึง 4-5 เท่า ในมิติของสถานการณ์ฝนปัจจุบัน ไทยกำลังเข้าสู่ช่วง "โค้งสุดท้าย" ของฤดูฝน โดยมีปัจจัยกดดันจากเอลนีโญทำให้ไม่มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาตรงๆ แม้จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ แต่ก็เปรียบเสมือนมีกลไกธรรมชาติทำหน้าที่เป็น "แผงกองหลัง" คอยสกัดกั้นเอาไว้ ส่งผลให้ในช่วงสัปดาห์นี้มีฝนตกหนักได้บ้างในบางพื้นที่ เช่น ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี แต่ลักษณะฝนจะไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง ขณะที่หลายพื้นที่ในภาคกลางและอีสานตอนล่างกลับประสบปัญหาฝนน้อยมาก จนเกิดภาพที่เกษตรกรต้องทำนาในสภาพดินที่แห้งสนิทจนกลายเป็นผง หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ดำผง" ในขณะที่ภาคเหนือบางจุด เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย ยังคงมีฝนตกหนักสลับกันไป สร้างความสับสนและมุมมองที่ดูย้อนแย้งให้กับประชาชนที่ติดตามข่าวสาร
เมื่อมองเลยไปถึงช่วงวิกฤตที่แท้จริง รองเลขาธิการ สทนช. ได้ประเมินความน่ากลัวของ Super El Niño ครั้งนี้ไว้ที่ระดับ 8 เต็ม 10 พร้อมย้ำเตือนว่าผลกระทบที่รุนแรงจริงๆ จะเริ่มแสดงตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงหลังปีใหม่เป็นต้นไป ยาวไปจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันเหลือเพียง 10-20% ของลำน้ำ ขณะที่เขื่อนและอ่างเก็บน้ำสำคัญ เช่น ลำตะคองและลำแชะในจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี มีปริมาณน้ำน้อยน่าเป็นห่วง พื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคอีสานตอนล่างและภาคกลางจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด หนอง คลอง และบึงธรรมชาติเสี่ยงแห้งขอด ส่งผลโดยตรงต่อภาคการเกษตร พืชผลเสียหาย
ในอีกมุมหนึ่งของความกังวลเรื่องภัยพิบัติ ประเด็นเรื่องกระแสข่าว "หิมาลัยคลั่ง" จากเหตุการณ์น้ำแข็งละลายที่ทิเบตและเนปาล ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำโขงและสาละวิน อาจสร้างความตื่นกลัวให้กับสังคม แต่ในเชิงวิชาการด้วยระยะทางที่ไกลและมีแนวกักเก็บธรรมชาติหลายจุด ทำให้มวลน้ำดังกล่าวไม่น่ากลัวอย่างที่กังวลและประเทศไทยสามารถรับมือได้ จุดเสี่ยงที่แท้จริงและใกล้ตัวมากกว่าคือภัยพิบัติจากธรรมชาติในประเทศ เช่น ปรากฏการณ์ Rainbomb หรือฝนตกหนักฉับพลันบริเวณภูเขาสูงชัน ดังบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งกระแสน้ำป่าไหลหลากลงมาจากเขาอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายรุนแรง ทำให้โจทย์สำคัญในอนาคตคือการปรับตัวและการย้ายชุมชมออกจากพื้นที่เสี่ยงเชิงเขา
1. คุณไพฑูรย์เปิดเผยว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ประกอบไปด้วย
2. คุณทรงศักดิ์ ทองศรี รับผิดชอบและดูแลพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดจากวิกฤตเอลนีโญและปัญหาแล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน
3. คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับผิดชอบและดูแลพื้นที่ ภาคกลาง โดยทำหน้าที่ประเมินและรับมือมวลน้ำเหนือที่จะไหลหลากลงมา รวมถึงควบคุมจัดการความเสี่ยงด้านน้ำในลุ่มเจ้าพระยา
4. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รับผิดชอบและดูแลพื้นที่ ภาคเหนือ เพื่อเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอุทกภัยและภัยพิบัติตามแนวภูเขาสูงชัน เช่น สถานการณ์น้ำป่าไหลหลากหรือ Rainbomb
5. คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รับผิดชอบและดูแลพื้นที่ ภาคใต้ทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือมรสุมและภาวะน้ำหลากในพื้นที่ภาคใต้
ทั้งในมิติของการรับมือฤดูฝนและภัยแล้ง พร้อมทั้งเตรียมเปิดตัวระบบแผนที่ภาคประชาชน (Map) ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล แจ้งเบาะแส ร้องเรียน หรือขอความช่วยเหลือได้แบบสองทาง หรือ 2-way communication ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคับประคองประเทศไทยให้ก้าวผ่านวิกฤตน้ำครั้งนี้ไปได้
ผมตั้งใจฟังจนจบ แล้วครุ่นคิดในใจว่า การถอดบทเรียนจากวิกฤตเอลนีโญและสถานการณ์น้ำของ สทนช. สะท้อนหลักคิดสำคัญ 3 ประการ
1. ความย้อนแย้งสะท้อนความเปราะบางเชิงระบบ ความแตกต่างสุดขั้วระหว่างพื้นที่น้ำท่วมฉับพลันกับภัยแล้งดินแห้งเป็นผง ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน การแก้ปัญหาจึงต้องเจาะลึกความเปราะบางเฉพาะจุด โดยเฉพาะเกษตรกรนอกเขตชลประทานที่ไม่ควรถูกมองข้ามในภาพรวมระดับประเทศ
2. การบริหารความเสี่ยงต้องมองข้ามช็อตสู่อนาคต การกล้าประเมินความรุนแรงของ Super El Niño ล่วงหน้าและเตือนภัยช่วงหลังปีใหม่ สะท้อนการทำงานแบบเชิงรุกที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนมีเวลาปรับตัวและสำรองทรัพยากร ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวมากกว่าเดิมหลายเท่า
3. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติและการสื่อสารแบบสองทาง การตระหนักว่ามนุษย์ไม่สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้ เช่น ปรากฏการณ์ฝนตกหนักถล่มเชิงเขา บังคับให้ต้องปรับตัวและยอมรับความจริงเรื่องการย้ายถิ่นฐาน พร้อมกับดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบสองทาง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้สังคมพร้อมรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
