รีเซต

“ผึ้งป่า” ยุโรปลดฮวบ ใครจะผสมเกสร? หวั่นสะเทือนอาหารโลก

“ผึ้งป่า” ยุโรปลดฮวบ ใครจะผสมเกสร? หวั่นสะเทือนอาหารโลก
TNN ช่อง16
27 ตุลาคม 2569 ( 13:00 )

ผลการศึกษาครั้งใหม่เผยสถานการณ์น่าเป็นห่วงของแมลงผสมเกสรในยุโรป หลังพบว่าผึ้งป่าส่วนใหญ่และแมลงวันดอกไม้เกือบครึ่งหนึ่งมีแนวโน้มลดลงตลอดศตวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้บางพื้นที่ยังพบความหลากหลายของชนิดพันธุ์ แต่การลดลงอย่างต่อเนื่องของแมลงผสมเกสรอาจเป็นสัญญาณของวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังขยายตัว และอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ในอนาคต

งานวิจัยล่าสุดพบว่า ผึ้งป่าส่วนใหญ่ในยุโรปกำลังเผชิญภาวะถดถอย ขณะที่แมลงวันดอกไม้ ซึ่งเป็นแมลงอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการผสมเกสร มีจำนวนชนิดพันธุ์ที่ลดลงประมาณครึ่งหนึ่งในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศทั่วยุโรป ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัย และกิจกรรมของมนุษย์

ผลการศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ในช่วงที่การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ COP17 ของสหประชาชาติ เริ่มต้นขึ้นที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย โดยมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมเจรจาเพื่อกำหนดแนวทางอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติ รวมถึงติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก

นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลการพบผึ้งป่าและแมลงวันดอกไม้ย้อนหลังตั้งแต่ปี 1921 หรือกว่า 100 ปีที่ผ่านมา พบว่าเกือบทุกภูมิภาคของยุโรปมีจำนวนชนิดพันธุ์ผึ้งที่ลดลงมากกว่าชนิดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นบริเวณเทือกเขาแอลป์ ซึ่งมีแนวโน้มแตกต่างออกไป ขณะที่ภูมิภาคแอตแลนติกและเขตภาคพื้นทวีปของยุโรป พบความหลากหลายของชนิดพันธุ์ผึ้งและแมลงวันดอกไม้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนภูมิภาคอื่นมีแนวโน้มแตกต่างกัน ทั้งพื้นที่ที่ลดลง ทรงตัว และบางพื้นที่ที่มีแนวโน้มดีขึ้น

ข้อมูลที่นำมาศึกษาครอบคลุมชนิดพันธุ์ผึ้งและแมลงวันดอกไม้ถึง 88% ของชนิดพันธุ์ทั้งหมดที่พบในทวีปยุโรป โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างของชุมชนแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ ซึ่งชนิดพันธุ์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมค่อย ๆ ลดจำนวนลง ขณะที่แมลงเพียงไม่กี่ชนิดที่มีความสามารถในการปรับตัวสูงกลับเพิ่มจำนวนขึ้นแทน

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่ความผิดปกติของระบบนิเวศที่รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะแมลงผสมเกสรมีบทบาทสำคัญต่อการสืบพันธุ์ของพืชและการผลิตอาหาร โดยพืชดอกตามธรรมชาติเกือบ 90% และพืชอาหารหลักมากกว่า 75% ของชนิดพืชที่เพาะปลูกทั่วโลก ต้องพึ่งพาการผสมเกสรจากสัตว์อย่างน้อยบางส่วน

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO เคยเตือนว่า การลดลงของแมลงผสมเกสรอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งการคุกคามความหลากหลายของสัตว์ป่า การลดประสิทธิภาพการผลิตอาหาร และการทำให้ระบบนิเวศสูญเสียความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่าง ๆ

“คาร์ลอส มาร์ติเนซ-นูนเญซ” นักนิเวศวิทยาจากสภาวิจัยแห่งชาติสเปน และหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ แม้จำนวนชนิดพันธุ์ที่ตรวจพบโดยรวมจะดูเหมือนยังคงทรงตัว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของแมลงบางชนิดอาจบดบังการลดลงของแมลงอีกหลายชนิด

เขาย้ำว่า ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งดำเนินมาตรการปกป้องธรรมชาติ ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปมากกว่านี้ พร้อมเตือนว่า แมลงบางชนิดที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถอยู่รอดหรือเพิ่มจำนวนต่อไปได้อย่างถาวร โดยเฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยทวีความรุนแรงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลการศึกษายังพบว่า ชนิดพันธุ์แมลงประมาณ 91% ที่เคยถูกบันทึกตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ยังคงมีรายงานการพบอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงปี 2001-2020 ซึ่งหมายความว่ามีชนิดพันธุ์ราว 9% ที่ไม่ปรากฏในบันทึกการสำรวจยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแมลงเหล่านี้สูญพันธุ์ไปจากยุโรปแล้ว เนื่องจากหลายชนิดพบได้ยากตั้งแต่ในอดีต จึงอาจยังมีชีวิตอยู่แต่ไม่ถูกตรวจพบในการสำรวจ

ถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันการสูญพันธุ์ในวงกว้าง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือโอกาสที่จะพบแมลงแต่ละชนิดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งกลับลดลงเป็นส่วนใหญ่ สะท้อนว่าแมลงผสมเกสรจำนวนมากอาจกำลังลดจำนวนประชากรลง แม้จะยังไม่สูญหายไปจากธรรมชาติทั้งหมด

ด้านไอนัว มากราช นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมจากศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศบาสก์ หรือ BC3 ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ระบุว่า ผลการวิจัยช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานที่นักวิทยาศาสตร์กังวลมาเป็นเวลานานว่า แมลงผสมเกสรหลายชนิดกำลังสูญเสียประชากร และผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกชนิดอย่างเท่าเทียมกัน

ที่ผ่านมา หลักฐานเกี่ยวกับการลดลงของแมลงผสมเกสรส่วนใหญ่มาจากประเทศทางตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ แต่การศึกษาครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นครอบคลุมเกือบทั้งทวีป แม้แต่ละภูมิภาคจะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันก็ตาม

ปัจจุบัน สัตว์ป่าทั่วโลกกำลังเผชิญอัตราการสูญพันธุ์ที่สูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย การใช้สารกำจัดศัตรูพืช และมลพิษจากก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงคุกคามสัตว์ป่า แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบอาหารและเสถียรภาพของระบบนิเวศที่มนุษย์ต้องพึ่งพา

นับตั้งแต่มีการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในการประชุมที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 1992 ประเทศต่าง ๆ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหประชาชาติได้ครบแม้แต่เป้าหมายเดียวตามกรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ในอดีต สะท้อนถึงความท้าทายในการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาระดับนานาชาติให้กลายเป็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

สำหรับการประชุม COP17 ที่ประเทศอาร์เมเนียในครั้งนี้ ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การประเมินความคืบหน้าของเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 ซึ่งรวมถึงการอนุรักษ์พื้นที่บนบกและในทะเลอย่างน้อย 30% การฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมอย่างน้อย 30% และการปฏิรูประบบเงินอุดหนุนที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16.84 ล้านล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 22 ตุลาคม 2026

นักวิทยาศาสตร์มองว่า การลดลงของผึ้งป่าและแมลงผสมเกสรทั่วยุโรปเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญที่โลกไม่ควรมองข้าม เพราะแมลงขนาดเล็กเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับความอยู่รอดของพืช สัตว์ และมนุษย์โดยตรง หากประชาคมโลกไม่สามารถเร่งปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัย ลดแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้ทันเวลา ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจลุกลามจากการสูญเสียแมลงบางชนิด ไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง