TH-AI Passport คืออะไร? เปิดรายละเอียดโครงการ AI 1.6 พันล้านบาท ยกระดับคนไทย 5 ล้านคน

TH-AI Passport นโยบาย AI ครั้งใหญ่ของไทย
โครงการ TH-AI Passport กลายเป็นหนึ่งในนโยบายด้านดิจิทัลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปี 2569 หลังรัฐบาลเดินหน้าผลักดันการเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับประชาชนในวงกว้าง ผ่านงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายให้คนไทย 5 ล้านคนสามารถใช้งาน Generative AI ระดับมืออาชีพได้ภายในระยะเวลา 12 เดือน
แนวคิดสำคัญของโครงการ คือ การทำให้ AI ไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ประชาชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการ และแรงงานไทย สามารถนำไปใช้พัฒนาทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้
TH-AI Passport คืออะไร?
TH-AI Passport เป็นโครงการพัฒนาทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัลของคนไทย ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับ Pro หรือ Premium ผ่านระบบกลางของภาครัฐ
เป้าหมายหลักคือการเพิ่มอัตราการใช้งาน AI ของประเทศไทย จากระดับ 10.7% ในปี 2568 ให้ขยับขึ้นสู่ระดับประมาณ 20-23% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดแรงงานยุค AI
โครงการยังวางแนวคิด "Learn to Earn" หรือการเรียนรู้เพื่อนำไปสร้างรายได้ ผ่านหลักสูตรพัฒนาทักษะที่ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก
คนไทยจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง?
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุว่า ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถเข้าถึง Generative AI ระดับ Pro จากผู้ให้บริการชั้นนำจำนวน 14 ราย รวม 24 โมเดล
ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่อยู่ในโครงการ ได้แก่
- ChatGPT
- Gemini
- Claude
- Grok
- Typhoon
รวมสิทธิใช้งานทั้งสิ้น 5 ล้านสิทธิ เป็นระยะเวลา 12 เดือน
ภาครัฐระบุว่าต้นทุนการจัดหาต่อสิทธิอยู่ที่ประมาณ 27.5 บาทต่อเดือน ขณะที่ราคาสมัครใช้งานโดยตรงจากผู้ให้บริการ AI หลายรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 600 บาทต่อเดือน
นอกจากการเข้าถึงเครื่องมือ AI แล้ว ยังมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรม การทดสอบก่อนและหลังเรียน กิจกรรม Boot Camp การประกวดแข่งขันด้าน AI และการส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
กางไทม์ไลน์จัดซื้อจัดจ้าง
การดำเนินโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2568 โดยมีลำดับขั้นตอนสำคัญดังนี้
30 กันยายน 2568 รับมอบนโยบายและเริ่มจัดทำโครงการ
5 พฤศจิกายน 2568 ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารและจัดหาระบบคอมพิวเตอร์
12 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการกองทุน DE Fund อนุมัติโครงการ
17 พฤศจิกายน 2568 ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง
15-22 ธันวาคม 2568 เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง TOR
24 ธันวาคม 2568 – 26 มกราคม 2569 เปิดรับข้อเสนอ
27 มกราคม 2569 เปิดเสนอราคา
27 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคม 2569 ประกาศผลและสิ้นสุดช่วงอุทธรณ์
7 เมษายน 2569 ลงนามสัญญา
ผลการจัดซื้อจัดจ้างมีผู้ยื่นข้อเสนอ 3 กลุ่มกิจการ โดยผู้ชนะเสนอราคา 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่ากรอบงบประมาณที่กำหนดไว้ 1,650 ล้านบาท
ระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน
กระทรวงดีอีชี้แจงว่า ข้อมูลผู้ใช้และคำสั่งที่ป้อนเข้าสู่ระบบ (Prompt) จะถูกจัดเก็บบนระบบ Cloud ภายในประเทศไทย และมีการปกปิดตัวตนของผู้ใช้งานก่อนนำข้อมูลไปใช้ในเชิงวิเคราะห์
ส่วนการยืนยันตัวตนมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันสิทธิการใช้งานของคนไทยเท่านั้น โดยระบุว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับเจ้าของโมเดล AI
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการปกปิดตัวตนแล้ว จะถูกนำไปใช้ต่อยอดในโครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ภาษาไทยในอนาคต
ข้อดีที่ภาครัฐคาดหวัง
ผู้สนับสนุนโครงการมองว่า TH-AI Passport จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ในต้นทุนต่ำ และลดช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่
- เพิ่มทักษะ AI ให้แรงงานไทย
- สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้
- ช่วยผู้ประกอบการ SME และฟรีแลนซ์ใช้ AI ในการทำงาน
- เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- เตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
แม้โครงการจะมีเป้าหมายด้านการพัฒนาทักษะของประชาชน แต่ก็มีข้อกังวลที่หลายฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม ได้แก่
- ความคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท
- ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
- รายละเอียดของ TOR และเกณฑ์การคัดเลือก
- อัตราการใช้งานจริงของผู้ได้รับสิทธิ
- ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
- ความเป็นธรรมต่อผู้ให้บริการ AI ในตลาด
หลายฝ่ายมองว่าตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการจะไม่ได้อยู่ที่จำนวนสิทธิที่แจกจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าผู้ได้รับสิทธิสามารถนำ AI ไปใช้จริง เกิดการพัฒนาทักษะ และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด
เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ
ล่าสุด กระทรวงดีอีเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน
ภาครัฐยืนยันว่าพร้อมเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของประเทศในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
