ช่องว่าง “รายได้-ทรัพย์สิน” เหลื่อมล้ำลดลง

แม้ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการลดสัดส่วนคนจน โดยข้อมูลล่าสุดปี 2568 จำนวนคนจนลดลงมาอยู่ที่ 2.30 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.27 ของประชากรทั้งหมด ลดลงจาก 3.41 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.85 ในปี 2024 และเส้นความยากจน ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,044 บาทต่อคนต่อเดือน
แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยล่าสุดเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากข้อมูลในรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี 2025 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประจำทุกปี
พบว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ "ด้านรายได้" ปรับตัวดีขึ้น ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini coefficient) ลดลงจาก 0.419 ในปี 2023 มาอยู่ที่ 0.389 ในปี 2025 การลดลงดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของรายได้ของประชากรในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Decile 1-3) ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าจ้าง แรงงานภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐที่ช่วยเพิ่มรายได้และกำลังซื้อของ ครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ดี อาจเป็นเพียงผลระยะสั้นจากการอัดฉีดเงินของภาครัฐมากกว่า การยกระดับหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตหรือรายได้ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ขณะที่รายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่าเพิ่มขึ้นช้าลง ตามการชะลอตัวของค่าจ้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของกลุ่มดังกล่าว ส่งผลให้ช่องว่างด้านรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงและรายได้น้อย "แคบลง"
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ทั้งในเขตและนอกเขตเทศบาลปรับตัวดีขึ้น โดยในเขตเทศบาล มีระดับความเหลื่อมล้ำต่ำกว่านอกเขตเทศบาลเล็กน้อย สอดคล้องกับภาพรวมความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ในระดับภูมิภาคที่มีทิศทางดีขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาการกระจายรายได้จำแนกเป็น 10 กลุ่มประชากร พบว่า ส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้สูง (Decile 9-10) มีแนวโน้มลดลง ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า (Decile 1-8) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 การกระจายรายได้ยังคง "กระจุกตัว" ในกลุ่มที่มีรายได้สูง โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดร้อยละ 10 (Decile 10) มีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 30.40 ของรายได้รวมทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 10 (Decile 1) มีส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 2.70 เท่านั้น
และเมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างของรายได้ที่เป็นตัวเงินตามระดับรายได้ พบว่า รายได้หลักของเกือบ ทุกกลุ่มประชากรมาจากรายได้จากการทำงาน ประกอบด้วย ค่าจ้าง/เงินเดือน กำไรจากธุรกิจนอกภาคเกษตร และกำไรจากการเกษตร
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำมีแนวโน้มพึ่งพาเงินโอนจากบุคคลอื่นและเงิน ช่วยเหลือจากภาครัฐในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินที่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มรายได้อย่างชัดเจน รวมถึงความมั่นคงด้านรายได้ยามชราภาพที่มีรายได้จากบำเหน็จ/บำนาญสูงกว่า
ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ำ "ด้านรายจ่าย" มีแนวโน้มดีขึ้น โดยค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายลดลงจาก 0.335 ในปี 2023 มาอยู่ที่ 0.327 ในปี 2025 อย่างไรก็ดี แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายยังคงสูง โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุดถือครองส่วนแบ่งสูงถึงร้อยละ 25.46 มากกว่ากลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุด (Decile 1) ถึง 7.52 เท่า เทียบกับ 7.86 เท่าในปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างค่าใช้จ่ายตามระดับรายจ่าย พบว่ากลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุดร้อยละ 20 (Decile 1 และ 2) ยังคงใช้จ่ายเงินไปกับการบริโภคสินค้าจำเป็นเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุดร้อยละ 10 (Decile 10) มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้าและบริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตมากขึ้น อาทิ การครอบครองยานพาหนะ เทคโนโลยี การสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชน และการศึกษาขั้นสูง
รูปแบบการบริโภคที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำ โดยเฉพาะอุปสรรคในการเข้าถึงการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ บริการสาธารณสุขที่ทันท่วงที และโอกาสทางการศึกษา ซึ่งอาจส่งผลต่อความก้าวหน้าทางอาชีพและสุขภาพ ในระยะยาว ในทางกลับกัน กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงมีศักยภาพในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้สะดวกและรวดเร็วกว่า ทำให้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับความเหลื่อมล้ำ "ด้านความมั่งคั่ง" แม้มีแนวโน้มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงและสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยเมื่อพิจารณาส่วนแบ่ง "การถือครองทรัพย์สินรวม" จำแนกตามระดับรายได้ พบว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงที่สุด (Decile 10) มีส่วนแบ่งมูลค่าทรัพย์สินรวมลดลงต่อเนื่อง จากร้อยละ 35.56 ในปี 2558 เหลือเพียงร้อยละ 27.52 ในปี 2568 ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Bottom 40) และกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง (Middle 50) มีส่วนแบ่งการถือครองทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการกระจายความมั่งคั่งของ ประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น
อย่างไรก็ดี ในปี 2025 กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีส่วนแบ่งการถือครองทรัพย์สินเกือบทุกประเภทน้อยกว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยเฉพาะทรัพย์สินทางการเงินที่สูงกว่า 4.49 เท่า
ในขณะที่การถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อธุรกิจและการเกษตร กลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีสัดส่วนการถือครองสูงกว่า ซึ่งชี้ว่ารูปแบบการถือครองทรัพย์สิน ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยสอดคล้องกับอาชีพเกษตรกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าและไม่มั่นคง เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้มีรายได้สูงที่มักถือครองทรัพย์สินทางการเงิน จึงเอื้อต่อการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำในการ "ถือครองทรัพย์สินรวมสุทธิ" (ความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินรวมสุทธิที่นำมูลค่าหนี้สินมาหักออกจากมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมด) ยังคงอยู่ในระดับสูง และสูงกว่าความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แม้ว่าค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคจะลดลงจาก 0.624 ในปี 2023 มาเป็น 0.610 ในปี 2025 แต่ยังคงสูงกว่าด้านรายได้ถึง 1.57 เท่า
นอกจากนี้ ทรัพย์สินรวมสุทธิ เกือบ 1 ใน 3 ของทั้งประเทศยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุด (Decile 10) เป็นหลัก อย่างไรก็ดีสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินรวมสุทธิในกลุ่มผู้มีรายได้สูงสุดมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากร้อยละ 35.25 ในปี 2015 เป็นร้อยละ 26.61 ในปี 2025 ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง (Middle 50) และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Bottom 40) มีสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินรวมสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
ส่วนความเหลื่อมล้ำด้าน “การถือครองที่ดิน” พบว่าสัดส่วนการถือครองที่ดินของเกษตรกรรายย่อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนการถือครองที่ดินของเกษตรกรรายใหญ่มีแนวโน้มลดลง แต่เกษตรกรรายได้น้อยยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือถือครองที่ดิน
โดยเมื่อพิจารณาส่วนแบ่งการถือครองที่ดินของเกษตรกรตามระดับรายได้ พบว่า การถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินจะเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ที่สูงขึ้น โดยเกษตรกรที่มีรายได้สูงสุด (Decile 10) มีส่วนแบ่งการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินมากกว่าเกษตรกรที่มี รายได้ต่ำสุด (Decile 1) อยู่ที่ 2.33 เท่า
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกลุ่มที่มีรายได้น้อย (Bottom 40) มีแนวโน้ม พึ่งพาการเช่าที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ถึงข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของที่ดินและการเข้าถึงปัจจัยการผลิต ซึ่งอาจส่งผลต่อศักยภาพในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้อย่างมั่นคงเมื่อเทียบกับเกษตรกรที่มีรายได้สูงกว่า
ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนมีความแตกต่างกันตามระดับรายได้อย่างชัดเจน โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (Bottom 40) มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากภาคเอกชน จึงมักพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากภาครัฐและชุมชน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากกลุ่มผู้มีรายได้น้อยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง ทำให้ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ถูกตัดขาดจากสินเชื่อในระบบ
ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูง (Decile 9-10) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนอย่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่น ๆ ได้มากกว่า เนื่องจากมีรายได้ที่มั่นคงและมีศักยภาพในการชำระหนี้ ทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายกว่า
ดังนั้นแม้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และทรัพย์สินจะลดลง แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในมิติอื่นๆ ก็ยังมีอยู่ ทั้งนี้ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาซึ่งพบว่ายังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านโอกาสในการเข้าถึงและคุณภาพการศึกษา รวมถึงความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณะสุข ซึ่งแม้ว่าประชากรไทยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 99.65) สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น
แม้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และทรัพย์สินในปี 2025 จะลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำมิติอื่นๆ ยังคงมีอยู่ โดยข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาซึ่งพบว่ายังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านโอกาสในการเข้าถึงและคุณภาพการศึกษา
ความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณะสุข ซึ่งแม้ว่าประชากรไทยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 99.65) สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพ
ขณะที่ ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงสวัสดิการและบริการภาครัฐมีแนวโน้มดีขึ้น โดย (1) เด็กแรกเกิดในครัวเรือนที่มีเศรษฐฐานะ (ฐานทางเศรษฐกิจและสังคม) ต่ำสุดร้อยละ 40 (Bottom 40) ได้รับเงินอุดหนุนอยู่ที่ร้อยละ 70.97 (2) สัดส่วนผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 96.69 (3) สัดส่วนคนพิการที่ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 87.81 (4) การช่วยเหลือด้านกฎหมายผ่านกองทุนยุติธรรมมีแนวโน้มเข้าถึงประชาชนรายได้น้อยเพิ่มขึ้น และ(5) การเข้าถึงไฟฟ้า โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตอยู่ในระดับสูงทุกกลุ่มเศรษฐฐานะ แต่การเข้าถึงน้ำประปาภายในบ้านยังคงมีช่องว่างระหว่างกลุ่มเศรษฐฐานะอย่างชัดเจน เป็นต้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
