ทำความรู้จัก "Clarity Act" กฎหมายประวัติศาสตร์ที่จะพลิกโฉมอนาคตคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ

วงการคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐอเมริกากำลังจับตามองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เมื่อทำเนียบขาวกำลังผลักดันให้มีการผ่านร่างกฎหมายที่ชื่อว่า Digital Asset Market Clarity Act หรือ "Clarity Act" ให้สำเร็จก่อนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติสหรัฐฯ
กฎหมายฉบับนี้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในกฎหมายคริปโตฯ ที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมา เนื่องจากจะเข้ามาแทนที่ความสับสนตลอดหลายปีด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดควรทำหน้าที่กำกับดูแลสิ่งใด
กฎหมาย Clarity Act คืออะไร ?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทคริปโตฯ ต้องดำเนินธุรกิจในพื้นที่สีเทา เนื่องจากขาดความชัดเจนเรื่องขอบเขตอำนาจระหว่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ที่มักมองว่าโทเคนดิจิทัลส่วนใหญ่เป็นหลักทรัพย์ ในขณะที่คณะกรรมาธิการการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) โต้แย้งว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหลายชนิดมันมีพฤติกรรมคล้ายกับสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่า
ความทับซ้อนนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด และทำให้หลายบริษัทต้องเผชิญกับการถูกฟ้องร้องบังคับคดีทั้งที่ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
ดังนั้น เป้าหมายหลักของกฎหมาย Clarity Act คือ การสร้าง โครงสร้างตลาดที่เป็นทางการสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
โดยกฎหมายนี้จะเข้ามาสร้างความกระจ่างในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. การระบุอย่างชัดเจนว่าสินทรัพย์คริปโตฯ ใดถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ และสินทรัพย์ใดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์
2. กำหนดหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบในการกำกับดูแลสินทรัพย์แต่ละประเภทอย่างชัดเจน
วางระเบียบการดำเนินงานสำหรับกระดานเทรดคริปโตฯ (Exchanges) และนายหน้าซื้อขาย (Brokers)
3. การกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคที่บริษัทคริปโตต้องปฏิบัติตาม
กฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะมอบอำนาจให้ CFTC ซึ่งถูกมองว่าเป็นมิตรต่อนวัตกรรมมากกว่า SEC เข้ามามีอำนาจเหนือตลาดสปอต (Spot Markets) หรือตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลของสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเสนอระบบการจดทะเบียนเพื่อเปิดทางให้ธุรกิจคริปโตสามารถดำเนินงานได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้ระบบการกำกับดูแลที่ระบุไว้ชัดเจน
ทำไมถึงสำคัญต่ออนาคตคริปโตฯ ในสหรัฐฯ และนักลงทุนสถาบัน?
จากความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่ผ่านมา คือ ตัวการสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเม็ดเงินจากฝั่งสถาบันการเงิน
เควิน โอ เลียรี (Kevin O Leary) นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ชี้ให้เห็นว่าความตื่นตัวเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenisation) บนวอลล์สตรีทจะยังคงเป็นเพียงแค่การพูดคุยทั่วไป และไม่สามารถกลายเป็นกระแสหลักได้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สร้างกรอบกฎหมายคริปโตระดับรัฐบาลกลางที่ชัดเจนเสียก่อน
เควิน โอ'เลียรี (Kevin O'Leary) อธิบายว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้จัดการกองทุน และฝ่ายประเมินความเสี่ยง จะไม่เปิดรับผลิตภัณฑ์โทเคน หากแผนกกฎหมายไม่มีกฎระเบียบที่สามารถใช้อ้างอิงเพื่ออนุมัติผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้ได้
แม้ว่าระบบบล็อกเชน (Blockchain) มีศักยภาพสูง แต่ความสนใจจะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงตราบใดที่สถานะทางกฎหมายของสินทรัพย์ยังคลุมเครือ ซึ่งประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ รวมถึงสินทรัพย์อย่าง Bitcoin ที่นักลงทุนสถาบันบางส่วนยังคงมองว่ามีความเสี่ยงด้านนโยบายสูง
ด้านเอดุล ปาเทล (Edul Patel) ซีอีโอของบริษัท Mudrex ระบุว่า กฎหมาย Clarity Act คือ "การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการกำกับดูแลด้วยการฟ้องร้องบังคับใช้กฎหมายไปสู่การกำกับดูแลที่มีการวางระบบรองรับไว้แล้ว สถาบันการเงินขนาดใหญ่ไม่ชอบดำเนินงานท่ามกลางความคลุมเครือ พวกเขาต้องการความชัดเจนทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่คาดเดาได้"
ถ้าหากกฎหมาย Clarity Act ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาจะส่งผลให้เม็ดเงินในตลาดคริปโตฯ มีสภาพคล่องสูงขึ้น ราคามีความผันผวนน้อยลง เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรายย่อย และกระตุ้นการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับโลกให้ก้าวไปอีกขั้น
สอดคล้องกับพอล แอตกินส์ (Paul Atkins) ประธาน SEC ที่ออกมายืนยันว่า "มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่จะสามารถสร้างกฎหมายเพื่อรองรับอนาคตของโครงสร้างตลาดคริปโตฯ (Future-proof) ได้อย่างแท้จริง"
ประเด็น Stablecoin และแรงผลักดันทางการเมือง
อีกหนึ่งส่วนสำคัญของกฎหมาย คือ การเข้ามาจัดระเบียบ Stablecoin หรือสกุลเงินดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าจากเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือเงินที่ได้รับรองจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ โดยรายละเอียดกฎหมายมีข้อเสนอประนีประนอมว่า อาจห้ามไม่ให้ผู้ให้บริการ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ใช้บริการในลักษณะเดียวกับดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร แต่ยังคงอนุญาตให้มอบผลตอบแทนหรือรางวัลที่ผูกกับกิจกรรมการใช้งานได้
ในส่วนของแรงผลักดันทางการเมือง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald John Trump) ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีอย่างเปิดเผยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในสหรัฐฯ พันธมิตรทางการเมืองของเขาเตือนว่า
"หากสหรัฐอเมริกาไม่เร่งกำหนดทิศทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ประเทศอื่นอย่างเช่น จีน อาจเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางกฎระเบียบคริปโตระดับโลกแทน"
สิ่งนี้ส่งผลให้ประเด็นกฎหมายคริปโตกลายเป็นวาระทางการเมืองกระแสหลักที่ทำเนียบขาวต้องเร่งผลักดันให้สำเร็จ
ความพยายามผ่านกฎหมาย Clarity Act อาจไม่สามารถแก้ปัญหาของวงการคริปโตฯ ได้ทั้งหมดในชั่วข้ามคืน เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลยังคงต้องกลับไปกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค ขั้นตอนการออกใบอนุญาต และกฎเกณฑ์เชิงปฏิบัติเพิ่มเติมอีกมาก
รวมถึงมีบางฝ่ายกังวลว่าข้อจำกัดนี้อาจลดทอนความเป็นระบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralization) ลง แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ความคลุมเครือที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถปล่อยให้ดำเนินต่อไปได้อีก
กฎหมาย Clarity Act จึงถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนอาจสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการกำกับดูแลตลาดอื่นๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศอินเดียอีกด้วย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
