สายการบินสหรัฐฯ แห่ขึ้น "ค่าตั๋ว" ราคาน้ำมันพุ่ง-รับไฮซีซัน

อุตสาหกรรมการบินของสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันต้นทุนครั้งใหญ่ หลังราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงต่อเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปัจจัยหลักที่บีบให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในปีนี้ โดยเกิดขึ้นในช่วงก่อนฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูใบไม้ผลิพอดี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรของบริษัท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือ แม้ราคาตั๋วจะเพิ่มสูงขึ้น แต่พฤติกรรมผู้บริโภคกลับยังคงแข็งแกร่ง โดยนักเดินทางยังคงจองเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง และยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง
ข้อมูลจาก Airlines Reporting Corp ระบุว่า ยอดขายตั๋วผ่านเอเจนซี่ในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับ 10,400 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จำนวนการเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 1
ด้านราคา ค่าโดยสารชั้นประหยัดภายในประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 เฉลี่ยอยู่ที่ 570 ดอลลาร์ต่อเที่ยว ขณะที่ตั๋วระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เฉลี่ย 1,444 ดอลลาร์ต่อเที่ยว สะท้อนแนวโน้มที่สายการบินหันไปเน้นรายได้จากที่นั่งมูลค่าสูงมากขึ้น
ผู้บริหารของ JetBlue Airways ระบุว่า แม้จะมีการปรับขึ้นราคา แต่ยอดจองยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน สายการบินสหรัฐประเมินว่า สงครามในอิหร่านได้เพิ่มต้นทุนให้กับอุตสาหกรรมรวมแล้วมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แม้ต้นทุนจะพุ่งสูง แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เชื่อว่า จะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารได้ภายในช่วงปลายปีนี้ หรืออย่างช้าภายในปี 2027 ผ่านการปรับราคาตั๋วและการบริหารความจุเที่ยวบิน
American Airlines คาดการณ์ว่า รายได้ไตรมาส 2 จะเติบโตระหว่างร้อยละ 13.5-16.5 ขณะที่ Delta Air Lines และ United Airlines ต่างส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการเติบโตของค่าโดยสาร โดยเฉพาะในกลุ่มที่นั่งพรีเมียม
อย่างไรก็ตาม สายการบินต้นทุนต่ำกลับเผชิญแรงกดดันมากกว่า เนื่องจากมีตัวเลือกที่นั่งพรีเมียมน้อย ทำให้ไม่สามารถเพิ่มรายได้ต่อผู้โดยสารได้มากเท่ากับสายการบินขนาดใหญ่ โดยกลุ่มสายการบินราคาประหยัดได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากภาครัฐวงเงิน 2,500 ล้านดอลลาร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ราคาน้ำมันดิบอาจปรับลดลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันเครื่องบินอาจไม่ลดลงทันที เนื่องจากยังมีต้นทุนการกลั่นและขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในระยะยาว มีความเป็นไปได้ที่ราคาตั๋วเครื่องบินจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากค่าโดยสารในช่วงหลังโควิดยังปรับขึ้นต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อโดยรวม ทำให้สายการบินยังมีพื้นที่ในการปรับราคาเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางในปีถัดไป คือความแข็งแกร่งของดีมานด์ หากผู้โดยสารยังคงเดินทางต่อเนื่อง สายการบินก็จะสามารถรักษาระดับราคาที่สูงได้
สถานการณ์ในขณะนี้จึงสะท้อนภาพชัดว่า อุตสาหกรรมการบินกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อแรงกดดันด้านต้นทุนปะทะกับดีมานด์ที่ยังแข็งแกร่ง และผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นยุคใหม่ของตั๋วแพงแต่ยังขายได้ในตลาดการบินโลก