ทั่วโลกร่วมกันคุ้มครองทะเล ทำ “สนธิสัญญาทะเลหลวง” สำเร็จ หลังจัดทำมานานกว่า 20 ปี!

รัฐบาลและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างแสดงความยินดีต่อการมีผลบังคับใช้ของ “สนธิสัญญาทะเลหลวง” ของสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกของโลกที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในน่านน้ำสากล ครอบคลุมพื้นที่ราวสองในสามของมหาสมุทรโลก
สนธิสัญญาดังกล่าว ซึ่งใช้เวลาจัดทำยาวนานกว่า 20 ปี และได้รับการรับรองในปี พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ข้อตกลงว่าด้วยการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ” หรือ “BBNJ” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเลในทะเลหลวง เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับโลกในการคุ้มครองมหาสมุทรร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573
ปัจจุบัน พื้นที่ทะเลหลวงที่ได้รับการคุ้มครองมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตทางทะเลยังคงเผชิญความเสี่ยงสูง แม้สนธิสัญญาจะมีประเทศและสหภาพยุโรปรวม 142 แห่งลงนาม แต่ต้องมีอย่างน้อย 60 ประเทศให้สัตยาบันจึงจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวผ่านพ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 และขณะนี้มีประเทศให้สัตยาบันแล้ว 80 ประเทศ
ผู้นำองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติหลายแห่งย้ำว่า การคุ้มครองทะเลหลวงเป็นกุญแจสำคัญต่อการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก แต่เตือนว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศต่างๆ เปลี่ยนถ้อยคำในสนธิสัญญาให้เป็นการปฏิบัติจริง โดยต้องเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองอย่างจริงจังในน่านน้ำสากล
ขณะที่รัฐบาลของประเทศผู้ลงนาม โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรความทะเยอทะยานสูง BBNJ ซึ่งประกอบด้วย 52 ประเทศ แสดงท่าทีเชิงบวกต่อสนธิสัญญานี้ พร้อมมองว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ด้านประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กชี้ว่า สนธิสัญญาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามต่อโลกไม่รู้จักพรมแดน และต้องอาศัยความร่วมมือของทุกประเทศ
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกา แม้จะลงนามในสนธิสัญญาเมื่อปี พ.ศ. 2566 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน และเพิ่งถอนตัวออกจากหลายหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติในช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน องค์กรสิ่งแวดล้อมบางแห่งเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปที่ยังไม่ให้สัตยาบัน เร่งเข้าร่วมสนธิสัญญา เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของความร่วมมือพหุภาคี ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นหนึ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียง คือการทำเหมืองใต้ทะเลลึก โดยองค์กรสิ่งแวดล้อมเตือนว่ากิจกรรมดังกล่าวขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาทะเลหลวง และอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศ วัฏจักรคาร์บอน และห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร โดยปัจจุบันมีอย่างน้อย 40 ประเทศสนับสนุนการห้ามหรือชะลอการทำเหมืองใต้ทะเลลึกเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพของโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
