"เสน่ห์ไทย” บนเวที IMF–World Bank ผ้าไทย–อาหารท้องถิ่น–งานคราฟต์ เปิดโอกาสสร้างรายได้สู่ชุมชน

การประชุม IMF–World Bank 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่ได้มีเพียงการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก แต่ยังเป็นเวทีนำเสนอเสน่ห์ไทยผ่านผ้าทอ อาหารท้องถิ่น ผลไม้ และงานฝีมือชุมชน โดยมีการคัดเลือกผ้าไทย 37 ลายจาก 26 ชุมชนใน 21 จังหวัดมาใช้ตกแต่งสถานที่ พร้อมจัดเตรียมกระเป๋าผ้าขาวม้า 12,000 ใบเป็นของที่ระลึก และนำวัตถุดิบจากชุมชนมาสร้างสรรค์เมนูอาหาร เปิดโอกาสให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลก
ไทยพาวิลเลียน โชว์ศักยภาพประเทศบนเวที IMF–World Bank
ในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลใช้พื้นที่ ไทยพาวิลเลียน (Thai Pavilion) นำเสนอศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมอายุยืน
ประเด็นเหล่านี้เชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่บริการดิจิทัล การปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงวัย
ขณะเดียวกัน ภายในงานยังเปิดพื้นที่นำเสนอสินค้าไทยผ่านผ้าทอ อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งนอกจากช่วยสร้างภาพจำให้กับประเทศไทยแล้ว ยังมีโอกาสต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตในท้องถิ่น
ผ้าไทย 37 ลาย จาก 26 ชุมชน 21 จังหวัด ตกแต่งห้องประชุมระดับโลก
หนึ่งในจุดเด่นของการประชุมครั้งนี้คือการนำผ้าไทยมาใช้ตกแต่งสถานที่ โดยมีรายงานว่าผู้จัดงานคัดเลือก ผ้าไทย 37 ลาย จาก 26 ชุมชน ใน 21 จังหวัด มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบพื้นที่ รวมถึงใช้เป็นวัสดุซับเสียงภายในห้องประชุม
การนำผ้าทอพื้นถิ่นมาใช้งานลักษณะนี้ เป็นการผสมผสานลวดลายและฝีมือช่างท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบสถานที่จัดประชุมนานาชาติ
ตัวอย่างผ้าที่นำมาใช้ ได้แก่ ผ้าบาติกปัตตานี จากกลุ่มบาติกเดอนารา ซึ่งนำผ้าบาติกเขียนมือลายบุปผาบรมราชินีนาถมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
อีกตัวอย่างคือ ผ้าทอไทลื้อจากตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยนำลายเกาะยอดและลายแมงมุมมาใช้ ซึ่งเป็นลวดลายที่ถ่ายทอดความเชื่อเรื่องความก้าวหน้าและความผูกพันของชุมชน
นอกจากนี้ ยังมี ผ้าขาวม้าลายช้างจากสุโขทัย ของกลุ่มหัตถกรรมผ้าทอบ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย ซึ่งใช้เทคนิคทอลายขิดเป็นรูปช้างและสัปคับ สะท้อนเรื่องราวการเดินทางและการค้าในอดีต
ผ้าแต่ละผืนจึงมีทั้งเทคนิคการผลิต ลวดลาย และเรื่องราวของแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกัน
การนำผ้าทอมาใช้ในการออกแบบสถานที่สะท้อนโอกาสขยายตลาดผ้าไทยให้กว้างกว่าเครื่องแต่งกายหรือของฝาก หากผู้ผลิตชุมชนสามารถทำงานร่วมกับนักออกแบบและผู้รับเหมาตกแต่งได้ ก็อาจเข้าถึงลูกค้ากลุ่มโรงแรม อาคารสำนักงาน และสถานที่จัดงาน
โอกาสสำคัญอยู่ที่การพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน พร้อมรักษาลวดลายและเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ซื้อจดจำแหล่งผลิตได้
กระเป๋าผ้าขาวม้า Pakamian ของที่ระลึก IMF–World Bank เตรียมแจก 12,000 ใบ
อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับความสนใจในการประชุมครั้งนี้คือ กระเป๋าผ้าขาวม้าแบรนด์พาคาเมี่ยน (Pakamian) ซึ่งผลิตจากผ้าทอคูบัว จังหวัดราชบุรี
กระเป๋าดังกล่าวนำผ้าขาวม้ามาออกแบบให้มีรูปแบบร่วมสมัย น้ำหนักเบา และพับเก็บได้ เพื่อให้ผู้รับสามารถนำไปใช้งานต่อได้สะดวก
กระทรวงการคลังระบุว่า มีการจัดเตรียมกระเป๋าของที่ระลึกไว้ 12,000 ใบ ตามการประเมินจำนวนผู้ร่วมประชุมในเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้เข้าร่วมงานมีมากถึง 18,000 คน ทำให้กระเป๋าอาจมีไม่เพียงพอสำหรับแจกให้ทุกคน ขณะที่กระแสตอบรับจากผู้ร่วมประชุมทำให้กระเป๋าผ้าขาวม้ากลายเป็นของที่ระลึกชิ้นสำคัญที่ผู้คนตามหา
เบื้องหลังการผลิตกระเป๋ายังสะท้อนการสร้างงานให้ชุมชน โดยข้อมูลจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) ระบุว่า แบรนด์ Pakamian ใช้ช่างฝีมือ กว่า 80% เป็นคนในชุมชน และทำงานร่วมกับเครือข่ายช่างตัดเย็บในจังหวัดราชบุรีและเชียงใหม่
กระเป๋าผ้าขาวม้าจึงเป็นตัวอย่างของการนำทักษะท้องถิ่นมารองรับการผลิตสินค้าสำหรับกิจกรรมระดับนานาชาติ ตั้งแต่การทอผ้า การออกแบบ ไปจนถึงการตัดเย็บเป็นสินค้าสำเร็จรูป
ด้านการออกแบบ กระเป๋ามีทั้งหมด 4 สี ครอบคลุมทั้งลายผ้าขาวม้าดั้งเดิมและลายตารางที่ปรับให้ร่วมสมัย โดยคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานของผู้รับ
สำหรับผู้ประกอบการชุมชน กรณีนี้สะท้อนโอกาสขยายตลาดของที่ระลึกสำหรับองค์กรและงานประชุม โดยต้องพิจารณาทั้งรูปแบบสินค้า วัสดุ กำลังผลิต และความสามารถในการส่งมอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ การทำให้ผู้รับสามารถรู้จักผู้ผลิตและค้นหาสินค้าได้ภายหลังงาน ยังเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดความสนใจให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ
อาหารไทยบนโต๊ะประชุมโลก ใช้วัตถุดิบชุมชนกว่า 70%
นอกจากผ้าไทยและของที่ระลึกแล้ว อาหารที่ให้บริการในการประชุม IMF–World Bank ยังเป็นอีกช่องทางนำเสนอวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
มีรายงานว่า ทีมเชฟนำวัตถุดิบจากหลายภูมิภาคของประเทศไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัย โดย กว่า 70% ของวัตถุดิบมาจากชุมชนและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน
การจัดเลี้ยงมีการหมุนเวียนแหล่งวัตถุดิบตลอดการประชุม เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นตั้งแต่ข้าว เนื้อสัตว์ ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับขนมและอาหารว่าง
ตัวอย่างเมนูที่นำเสนอ ได้แก่ ข้าวยำหัวใจไทย ซึ่งใช้ข้าวพื้นถิ่นจากหลายจังหวัด ทั้งข้าวหอมมะลิพะเยา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง หมุนเวียนนำมาเสิร์ฟ
ส่วน ปลานิลบ้านโพธิ์จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกนำมาปรุงเป็นเมนูดรายเอจรนไฟ เสิร์ฟพร้อมซอสมิโซะเขาใหญ่
ขณะที่ โกโก้จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกนำมาต่อยอดเป็นทาร์ตช็อกโกแลต
เมนูเหล่านี้สะท้อนการนำเทคนิคการปรุงอาหารและรูปแบบการเสิร์ฟมาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับวัตถุดิบไทย
อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือการจัดเตรียม QR Code ให้ผู้ร่วมงานสแกนเพื่อดูข้อมูลแหล่งผลิตวัตถุดิบ ทำให้การรับประทานอาหารเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวของสินค้าและผู้ผลิตในแต่ละพื้นที่
ในเชิงธุรกิจ การนำวัตถุดิบท้องถิ่นเข้าสู่การประชุมระดับโลกช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้แปรรูปเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง
อย่างไรก็ตาม การต่อยอดสู่การค้าจริงยังต้องอาศัยความพร้อมด้านคุณภาพ ฤดูกาลผลิต ปริมาณส่งมอบ และต้นทุนขนส่ง เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถประเมินการนำวัตถุดิบไปใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
รถเข็นผลไม้ไทยเสิร์ฟผู้ร่วมประชุม สับปะรดภูแล–กล้วยไข่ GI ได้รับความสนใจ
อีกหนึ่งบรรยากาศที่สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมคือการนำ รถเข็นผลไม้และของหวานแบบไทย มาให้บริการภายในงาน
มีการจัดรถเข็นของว่างให้บริการวันละ 2 รอบ คือเวลา 10.00 น. และประมาณ 14.00 น. โดยหมุนเวียนเมนูตลอดช่วงการประชุม
ผลไม้ที่นำมาเสิร์ฟมีทั้ง สับปะรดภูแลเชียงราย ซึ่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และ กล้วยไข่กำแพงเพชร ซึ่งเป็นสินค้า GI เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีเงาะจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มะม่วง และแตงโม
ส่วนของหวานประกอบด้วยไอศกรีมกะทิไผ่ทอง ฝอยทอง และขนมตาล
มีรายงานว่า ผลไม้ที่จัดเตรียมในวันแรกหมดภายในเวลาประมาณ 30 นาที โดยผู้ร่วมประชุมชาวต่างชาติให้ความสนใจกับความสดและรสชาติของผลไม้ไทย โดยเฉพาะสับปะรดภูแล
การระบุชื่อแหล่งผลิตของผลไม้ช่วยให้ผู้ร่วมงานรู้จักสินค้ามากกว่าการจดจำเพียงประเภทผลไม้ และยังเปิดโอกาสให้สินค้า GI ของไทยสร้างความแตกต่างในตลาด
ไก่ทอดหาดใหญ่–ข้าวเหนียว เสิร์ฟสื่อต่างชาติ ต่อแถวรอชิม
นอกจากพื้นที่จัดเลี้ยงสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว พื้นที่ทำงานของสื่อมวลชนยังมีการนำอาหารไทยมาให้บริการด้วย
ในวันที่สามของการประชุม มีการเสิร์ฟ ไก่ทอดหาดใหญ่พร้อมข้าวเหนียว ให้กับสื่อมวลชน โดยมีรายงานว่าสื่อต่างชาติจำนวนมากต่อแถวรอชิม
การนำอาหารท้องถิ่นมาให้ผู้ร่วมงานทดลองรับประทานโดยตรง เป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยกับอาหารไทย
สำหรับเกษตรกรและผู้แปรรูป โอกาสทางธุรกิจอาจเกิดจากความร่วมมือกับผู้จัดเลี้ยง ร้านอาหาร หรือผู้จำหน่ายของฝาก เพื่อให้ผลผลิตท้องถิ่นเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้สะดวกขึ้น
ร้านสารพัดไทย Sarapad Thai เปิดพื้นที่ขายงานคราฟต์–ของฝากในศูนย์สิริกิติ์
เมื่อผู้ร่วมประชุมได้รู้จักผ้าไทย อาหาร และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแล้ว อีกหนึ่งช่องทางสำคัญคือการทำให้ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ภายในพื้นที่จัดงาน
ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มี ร้านสารพัดไทย (Sarapad Thai) ซึ่งรวบรวมงานคราฟต์ สินค้าดีไซน์ และของฝากไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมเลือกซื้อโดยไม่ต้องเดินทางออกนอกสถานที่
ร้านเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00–20.00 น.
สินค้าที่จำหน่ายครอบคลุมตั้งแต่แฟชั่น ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น กระเป๋า ผ้าพันคอ แก้วน้ำ และสมุด
สินค้าบางส่วนมีการนำสัญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร เช่น รถตุ๊กตุ๊ก เสาชิงช้า และวัดพระแก้ว มาประยุกต์เป็นงานออกแบบร่วมสมัย
นอกจากนี้ ยังมีงานถักเชือกด้วยมือจากชุมชนอาข่าในจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนการนำทักษะและเรื่องราวท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นสินค้าที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้
การมีร้านค้าอยู่ภายในสถานที่ประชุมช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาของผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งอาจไม่มีโอกาสเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าภายนอก
สำหรับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาสินค้าเพื่อเข้าสู่ช่องทางลักษณะนี้ควรคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งานและการพกพา ทั้งขนาด น้ำหนัก ความทนทาน และข้อมูลสินค้าที่เข้าใจง่าย
หากสามารถรักษาเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าต่างชาติ ก็อาจเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าถึงตลาดใหม่
จากเสน่ห์ไทยบนเวทีโลก สู่โอกาสสร้างรายได้ให้ธุรกิจและชุมชน
การนำผ้าทอ กระเป๋าผ้าขาวม้า อาหารพื้นถิ่น ผลไม้ GI และงานคราฟต์ไทยมาจัดแสดงและให้บริการในการประชุม IMF–World Bank สะท้อนโอกาสในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับตลาดระดับนานาชาติ
ผ้าไทยสามารถต่อยอดจากเครื่องแต่งกายไปสู่งานตกแต่งสถานที่ กระเป๋าผ้าขาวม้าสามารถพัฒนาเป็นของที่ระลึกสำหรับองค์กร ขณะที่วัตถุดิบอาหารไทยมีโอกาสเข้าสู่ช่องทางร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ความสนใจที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมจะเปลี่ยนเป็นรายได้ระยะยาวได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการรักษาคุณภาพสินค้า จัดเตรียมข้อมูลแหล่งผลิต และส่งมอบสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง
โอกาสสำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการสร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมประชุมจากทั่วโลก แต่เป็นการเชื่อมประสบการณ์เหล่านั้นเข้ากับสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถซื้อหาได้จริง เพื่อเปลี่ยนการพบลูกค้าเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า และสร้างรายได้กลับสู่ผู้ผลิตและชุมชนในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
