รีเซต

“โรคไข้ดิน” อันตรายใกล้ตัวที่มองไม่เห็น แฝงตัวในน้ำท่วม-ดินโคลน

“โรคไข้ดิน” อันตรายใกล้ตัวที่มองไม่เห็น แฝงตัวในน้ำท่วม-ดินโคลน
TNN ช่อง16
29 ตุลาคม 2569 ( 15:55 )

“โรคไข้ดิน” อันตรายใกล้ตัวที่มองไม่เห็น แฝงตัวในน้ำท่วม-ดินโคลน

ช่วงที่ฟ้าฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมขังและดินโคลน อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าคืออันตรายจาก “โรคไข้ดิน” หรือ “โรคเมลิออยโดสิส” (Melioidosis) ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่ในขณะนี้

แม้โรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากในช่วงฤดูฝน และกลุ่มคนที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ เกษตรกรและผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินหรือน้ำโดยตรง รวมถึง ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคธาลัสซีเมีย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอกว่าปกติ ทำให้เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายและเกิดความรุนแรงได้ง่ายกว่า

สถิติสถานการณ์แพร่ระบาดล่าสุด

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังคงมีฝนตกในบางพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังหรือดินชื้นแฉะ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำโดยตรง รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคธาลัสซีเมีย มีความเสี่ยงป่วยโรคไข้ดินสูง ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วย 3,102 ราย เสียชีวิต 136 ราย (อัตราป่วยตาย 4.38%) 



เจาะกลุ่มอายุและพื้นที่จุดเสี่ยง

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยต่อประชากรแสนคนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ 

พื้นที่ที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดมุกดาหาร บึงกาฬ ยโสธร บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี เป็นต้น ในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 1,828 ราย โดยภาพรวมสถานการณ์ในปีนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลังเล็กน้อย

การแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย

เชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคไข้ดินมักพบในดินและแหล่งน้ำในทุกภูมิภาคของประเทศไทย สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ได้แก่ การสัมผัสเชื้อผ่านทางเยื่อบุผิวหนังหรือบาดแผล การดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสูดหายใจเอาฝุ่นจากดินที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป 

ระยะฟักตัวและสัญญาณเตือนของโรค

หลังติดเชื้อโดยเฉลี่ย 4 – 9 วัน มักแสดงอาการเจ็บป่วย เร็วสุดหนึ่งวัน แต่บางรายอาจนานเป็นปี ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ได้รับและภาวะภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โรคนี้มีอาการแสดงที่ไม่จำเพาะ อาจเป็นการติดเชื้อเฉพาะที่หรือติดเชื้อ แล้วแพร่กระจายทั่วทุกอวัยวะก็ได้ ซึ่งมีความหลากหลายคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายโรค 

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเริ่มจากมีไข้ มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น บางรายพบมีฝีที่ผิวหนัง ปอด ตับหรือม้าม ในรายที่มีอาการรุนแรงมักมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จึงทำให้วินิจฉัยโรคได้ยาก ต้องอาศัยการตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการเป็นหลัก เพื่อใช้ประกอบการตรวจวินิจฉัยและรักษา



แนวทางปฏิบัติป้องกันโรค

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วิธีการป้องกันโรคไข้ดินสามารถทำได้ ดังนี้ 

  1. หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนหรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นขอให้สวมรองเท้าบูต ถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ หลังสัมผัสดินและน้ำให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที 
  2. หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะแห้งสนิท 
  3. รับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำในบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือน้ำต้มสุกทุกครั้ง 
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางสายฝน โดยเฉพาะช่วงที่มีลมแรง มีพายุ อาจทำให้สูดละอองดินที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 
  5. หากมีอาการไข้สูงต่อเนื่อง 2 วันขึ้นไป ร่วมกับมีประวัติการสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ป่วยโรคเบาหวาน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง