“เอลนีโญ” ปี 2569 ส่อรุนแรงสุดในรอบ 140 ปี ภาคเกษตรไทยใครเสี่ยงสุด?

ประเทศไทยกำลังเผชิญสัญญาณเตือนครั้งสำคัญจากการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ หลังตัวชี้วัดด้านภูมิอากาศหลายด้านบ่งชี้ว่า เอลนีโญในปี 2569 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและอาจพัฒนาเป็น "ซูเปอร์เอลนีโญ" ในช่วงปลายปี ซึ่งอาจนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปี ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ความมั่นคงด้านน้ำ และเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือค่าดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ -11 และ -14 ตามลำดับ หรือเฉลี่ย -13 ซึ่งสะท้อนว่าภาวะเอลนีโญเริ่มก่อตัวอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
โดย "ซูเปอร์เอลนีโญ" หมายถึงภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ขณะที่เอลนีโญระดับรุนแรงจะอยู่ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติ 1.50-1.99 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 โลกเคยเผชิญซูเปอร์เอลนีโญเพียงประมาณ 5 ครั้งเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงความรุนแรงของเอลนีโญ แต่รวมถึงความถี่ของการเกิดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เกิดห่างกันราว 5 ปี ก่อนเอลนีโญรุนแรงในปี 2558-2559 แต่หลังจากนั้นกลับเกิดถี่ขึ้นในช่วงปี 2562-2563 และ 2566-2567 หรือเฉลี่ยทุก 3 ปี และล่าสุดกำลังเกิดขึ้นอีกในปี 2569 ทำให้ภาคเกษตรมีเวลาฟื้นตัวจากผลกระทบน้อยลง
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภาคเกษตรจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากใช้น้ำคิดเป็นกว่า 75% ของการใช้น้ำทั้งประเทศ อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าร้อยละ 80 ยังอยู่นอกเขตชลประทาน จึงต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและศักยภาพในการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ
สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเมื่อปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนหลายแห่งเริ่มลดลง โดยเฉพาะภาคกลาง ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 พบว่าปริมาณน้ำใช้การได้เหลือเพียงร้อยละ 28 ต่ำกว่าระดับวิกฤติที่ร้อยละ 30 ส่งผลให้การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้าว มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งข้าวนาปีที่เก็บเกี่ยวปลายปี 2569 และข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2570
นอกจากภัยแล้งแล้ว ภาคเกษตรยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยลง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยใน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ รายได้เกษตรกรที่ลดลงจากผลผลิตที่หดตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อของครัวเรือน และต้นทุนวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น กระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป รวมถึงอาจผลักดันเงินเฟ้อหมวดอาหารในระยะต่อไป
Krungthai COMPASS ประเมินความเสียหายไว้ 3 กรณี โดยในกรณีฐาน (Base Case) คาดว่าภาคเกษตรจะเสียหายราว 62,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.31 ของ GDP หากเกิดฝนทิ้งช่วงตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2570 ขณะที่กรณีดีที่สุด (Best Case) ความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 38,551 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.19 ของ GDP
ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากฝนทิ้งช่วงยาวต่อเนื่องจนถึงครึ่งหลังของปี 2570 และราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 100 ความเสียหายอาจพุ่งสูงถึง 100,789 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.51 ของ GDP
พืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ "ข้าว" โดยในกรณีฐานคาดว่าผลผลิตจะหายไปกว่า 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 43,000 ล้านบาท ขณะที่กรณีเลวร้ายที่สุด ผลผลิตข้าวอาจหายไปถึง 9.4 ล้านตัน มูลค่าความเสียหายกว่า 75,000 ล้านบาท รองลงมาคืออ้อยและมันสำปะหลัง
ผลผลิตที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร โดยคาดว่าดัชนีรายได้เกษตรกรในปี 2569 จะลดลงประมาณร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลงต่อเนื่องอีกร้อยละ 2 ในปี 2570 เนื่องจากผลผลิตลดลงมากกว่าการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตร
นอกจากนี้ ภัยแล้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจโรงสีข้าว ซึ่งคาดว่าปริมาณข้าวเปลือกเข้าสู่โรงสีจะลดลงประมาณร้อยละ 18 ส่งผลให้ต้นทุนรับซื้อเพิ่มขึ้นจากประมาณ 7,305 บาทต่อตัน เป็นราว 8,000 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาขายข้าวสารปรับขึ้นได้จำกัด ทำให้อัตรากำไรของโรงสีทุกขนาดมีแนวโน้มลดลง
Krungthai COMPASS เสนอให้ทุกภาคส่วนเร่งเตรียมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยภาคธุรกิจควรสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบผ่านระบบ Contract Farming และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านภูมิอากาศ (Climate Tech) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่เกษตรกรควรปรับรูปแบบการเพาะปลูกให้ใช้น้ำน้อยลง เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) เลือกใช้พันธุ์พืชทนแล้ง และติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
ด้านภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคเกษตรไทยและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
