ส.อ.ท.เตือนศก.เสี่ยง"โรงงานปิด"เพิ่มร้อยละ 58

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในไตรมาสแรกปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าของผู้ประกอบการอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอันดับ 11 ในปี 2567 ขยับมาอยู่อันดับ 7 ในปี 2568 ทำให้ไทยถูกจับตาภายใต้มาตรา 301 (Section 301)
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่ 58.21% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 60% ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีโรงงานเลิกกิจการ 141 โรงงาน เพิ่มขึ้น 58.43% สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนใหม่ที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ภายหลังช่วงพักรบ 14 วัน มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 100–120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม บางอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ จะต้องปรับแผนหรือชะลอการผลิต ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญกับปัญหาราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุน
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันที เนื่องจากภาคธุรกิจยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว การระบายสต็อกต้นทุนสูง รวมทั้งการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ จึงคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
และหากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ก็จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถประคองตัวได้ โดย กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2–1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2–3% ในปีนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
