รีเซต

"BYD" เจอแรงบีบ มาเลเซียปิดทางอีวีราคาถูก

"BYD" เจอแรงบีบ มาเลเซียปิดทางอีวีราคาถูก
TNN ช่อง16
6 กรกฎาคม 2569 ( 17:01 )
18

มาเลเซีย เริ่มใช้นโยบายนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบนำเข้าสำเร็จรูป หรือ CBU ส่งผลให้ผู้ผลิตรถอีวีจากจีน โดยเฉพาะ BYD และแบรนด์ที่เน้นรถราคาจับต้องได้ เผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการทำตลาดมาเลเซีย

ภายใต้กฎใหม่ของกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมมาเลเซีย หรือ MITI รถอีวีแบบ CBU ที่จะนำเข้ามาเลเซียได้ ต้องมีมูลค่า CIF หรือราคาสินค้ารวมค่าประกันภัยและค่าขนส่ง ไม่ต่ำกว่า 200,000 ริงกิต หรือประมาณ 49,000 ดอลลาร์สหรัฐ และต้องมีกำลังมอเตอร์ไม่ต่ำกว่า 180 กิโลวัตต์ หรือราว 241 แรงม้า

เงื่อนไขนี้ถือเป็นการยกระดับตลาดรถอีวีแบบนำเข้าไปสู่กลุ่มพรีเมียมมากขึ้น เพราะเมื่อรวมภาษี ต้นทุนดำเนินงาน และกำไรของผู้จำหน่าย ราคาขายปลีกจริงมีแนวโน้มสูงกว่า 200,000 ริงกิตอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบจึงตกอยู่กับแบรนด์จีนที่เคยใช้จุดแข็งเรื่องราคาเป็นตัวรุกตลาดมาเลเซีย โดยข้อมูลจากกรมการขนส่งทางถนนมาเลเซีย ระบุว่า ในปี 2568 แบรนด์จีน หากไม่นับโปรตอนที่อยู่ภายใต้เครือจีลี่ มีส่วนแบ่งราวร้อยละ 60 ของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในมาเลเซีย

แต่กฎใหม่ทำให้รถยอดนิยมหลายรุ่นอาจไม่เข้าเกณฑ์นำเข้า เช่น รถของ BYD ในมาเลเซียหลายรุ่นมีราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 200,000 ริงกิต ขณะที่ Dolphin และ Atto 3 รุ่นเริ่มต้นบางรุ่น มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่าเกณฑ์ 180 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ รถอย่าง Zeekr 7X และ Chery Omoda E5 ก็ถูกมองว่าได้รับผลกระทบจากกรอบใหม่นี้เช่นกัน

แม้ผู้ผลิตจีนบางรายจะพิจารณาการผลิตในมาเลเซียเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการนำเข้า แต่รัฐบาลมาเลเซียก็กำหนดเงื่อนไขใหม่สำหรับโครงการผลิตที่ได้รับอนุมัติหลังวันที่ 1 กันยายน 2568 เช่น รถต้องมีราคาขั้นต่ำ 100,000 ริงกิต ต้องส่งออกอย่างน้อยร้อยละ 80 ของกำลังการผลิต และต้องมีขั้นตอนสำคัญในประเทศ ทั้งการเชื่อมตัวถัง การพ่นสี และการประกอบขั้นสุดท้าย

เงื่อนไขส่งออกร้อยละ 80 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับ BYD ซึ่งมีรายงานว่าแผนตั้งโรงงาน CKD ที่ตันจุงมาลิม รัฐเปรัก บนพื้นที่ราว 600,000 ตารางเมตร ชะลอตัว เพราะ BYD มีฐานการผลิตขนาดใหญ่อยู่แล้วทั้งในไทย อินโดนีเซีย และจีน

อย่างไรก็ตาม บางค่ายจีนเลือกใช้ทางลัดผ่านพันธมิตรท้องถิ่น เช่น Leapmotor เริ่มประกอบรถรุ่น C10 ที่โรงงานของ Stellantis ในรัฐเกดะห์ ขณะที่ Xpeng เดินหน้าผลิตรถพวงมาลัยขวารุ่น G6 ร่วมกับ EPMB ซึ่งใช้โครงสร้างโรงงานที่มีอยู่เดิม จึงไม่ถูกผูกกับเงื่อนไขส่งออกร้อยละ 80 เหมือนโครงการใหม่

รัฐบาลมาเลเซียระบุว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างซัพพลายเชนในประเทศ คล้ายโมเดลอุตสาหกรรมยานยนต์ของโปรตอนและเปอโรดัว

แต่ในมุมธุรกิจ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอีวีมาเลเซีย จากเดิมที่แข่งขันด้วยรถนำเข้าราคาคุ้มค่า ไปสู่การแข่งขันที่เน้นการผลิตในประเทศ พันธมิตรท้องถิ่น และการลงทุนระยะยาวมากขึ้น

สำหรับค่ายรถจีน เกมต่อไปจึงไม่ใช่แค่การส่งรถราคาถูกเข้าไปขาย แต่ต้องพิสูจน์ว่า สามารถสร้างฐานผลิต สร้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจมาเลเซียได้จริง 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง