แผนการรบอิหร่าน เน้นอดทนและป้องปราม ไม่หวังเอาชนะ แต่ต้องอยู่รอด

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษ ได้วิเคราะห์ผ่านบทความ “Iran’s high-risk war strategy seems to centre on endurance and deterrence” ระบุว่าทางการอิหร่านรู้ดีว่า การมีจุดยืนที่เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ และอิสราเอล จะก่อให้เกิดการปะทะกันทางทหารในวันหนึ่งอย่างแน่นอน และทางการอิหร่านเข้าใจดีว่า กำลังทหารและอาวุธของตัวเองไม่สามารถเอาชนะกองทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ หากสู้รบกันตรง ๆ ทำให้ที่ผ่านมา ทางอิหร่านได้วางยุทธศาสตร์ด้วยแผนการที่เน้นการอดทน และการป้องปราม โดยอิหร่านได้จัดตั้งแนวยิงขีปนาวุธหลายชั้น โดรนโจมตีระยะไกล และเครือข่ายพันธมิตรที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาค
อิหร่านเข้าใจข้อจำกัดของตัวเองดีที่ไม่สามารถโจมตีได้ไกลถึงดินแดนของสหรัฐฯ แต่อิหร่านสามารถโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่มีอยู่ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านแถบอาหรับ ส่วนอิสราเอลก็อยู่ในรัศมีที่ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านสามารถโจมตีได้ถึงเช่นเดียวกัน และการโจมตีที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้อิสราเอลจะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่เข้มแข็ง แต่ก็สามารถเจาะทะลุได้
ดังนั้น แผนการของอิหร่านในตอนนี้ก็คือต้องมีความอดทนในการทำสงครามในระยะยาว เพราะยิ่งการทำสงครามยืดเยื้อไปมากเท่าไร ฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำสงครามมากกว่า โดยเฉพาะหากเราคำนวนต้นทุนการทำสงคราม ที่ขีปนาวุธและรับบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล มีต้นทุนในการผลิตและมีราคาที่แพงกว่าขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านมาก เช่น โดรน Shahed ของอิหร่าน ที่มีราคาประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์ต่อลำ ขณะที่ New York Times เคยเปิดเผยว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ของสหรัฐฯ ต้องใช้ต้นทุนกว่า 3,000,000 ดอลลาร์ ในการยิงเพื่อป้องกันการโจมตีหนึ่งครั้ง จึงเห็นได้ว่าหากสงครามยืดเยื้อนานเท่าไร ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล จะเป็นฝ่ายแบกรับค่าใช้จ่ายในการทำสงครามที่มากกว่าฝ่ายอิหร่านหลายเท่า
นอกจากนี้ เรื่องของพลังงานก็เป็นต้นทุนการทำสงครามอีกอย่างหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งการที่อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก แม้อิหร่านจะไม่มีศักยภาพในการปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด แต่แค่อิหร่านเตือนว่าจะโจมตีเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความกังวลที่เกิดขึ้นก็มากพอที่จะทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนก ว่าน้ำมันในแต่ละประเทศจะมีไม่พอใช้ จนเกิดภาพการกักตุนน้ำมันที่เราเห็นในหลายประเทศ และทำให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นได้ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจโลก จนหลายชาติจะเข้ามาช่วยกดดันหรือช่วยหาทางออกให้มีการยุติสงคราม
หากเป็นไปตามนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าแผนการของอิหร่านไม่ใช่การเอาชนะศัตรูด้วยกำลังทหาร แบบการรบสมัยก่อน แต่เป็นการอดทนต่อการโจมตีให้ได้นานที่สุด และตอบโต้กลับ เพื่อให้ต้นทุนการทำสงครามเพิ่มสูงขึ้นจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม การโจมตีเพื่อนบ้านแถบอาหรับ ก็เป็นเรื่องเสี่ยงไม่น้อยสำหรับอิหร่าน ในทางหนึ่ง อิหร่านต้องการเตือนประเทศในแถบนี้ว่า การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพย่อมมีความเสี่ยงที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากอิหร่านโจมตีประเทศเหล่านี้รุนแรงเกินไป ก็อาจผลักประเทศเหล่านี้ให้ยิ่งไปอยู่ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลมากขึ้น และทำให้อิหร่านถูกมองว่าเป็นประเทศอันตรายและถูกประเทศเพื่อนบ้านแยกตัวออกห่างมากขึ้นไปอีก
ดังนั้นแล้ว อิหร่านกำลังเจอกับความท้าทายหลายอย่างในการรับมือกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในตอนนี้ ต้องคำนวนระดับการโจมตีเพื่อตอบโต้กลับให้ดี เพราะหากโจมตีรุนแรงเกินไป ก็อาจทำให้ตัวเองถูกโจมตีรุนแรงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่หากโจมตีเบาเกินไป อิหร่านก็จะถูกมองว่าอ่อนแอ ส่วนการอดทนต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลก็มีขีดจำกัด ซึ่งทางสหรัฐฯ บอกว่าต่อจากนี้ไป การโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านจะมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น อิหร่านต้องพยายามให้ถึงที่สุด ที่จะอดทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ โดยที่รัฐบาลยังคงอยู่รอดไปจนถึงการทำข้อตกลงหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
