รีเซต

จากพันธนาการสู่ทางรอด "ทรู" กับภารกิจปลดล็อกมหากาพย์หนี้ 10 ปี พาฟุตบอลไทยเดินหน้าต่อ

จากพันธนาการสู่ทางรอด "ทรู" กับภารกิจปลดล็อกมหากาพย์หนี้ 10 ปี พาฟุตบอลไทยเดินหน้าต่อ
TNN ช่อง16
23 มิถุนายน 2569 ( 11:33 )
13

จากคดี 10 ปี สู่บทใหม่ฟุตบอลไทย

เมื่อ “ทรู” กลายเป็นกุญแจสำคัญปลดล็อกมหากาพย์หนี้สมาคมฟุตบอลไทย

ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา วงการฟุตบอลไทยต้องเผชิญกับหนึ่งในข้อพิพาททางธุรกิจที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาไทย ระหว่างสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กับ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)

คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการยกเลิกสัญญาบริหารสิทธิประโยชน์ฟุตบอลไทยในปี 2559 ก่อนลุกลามกลายเป็นการฟ้องร้องหลายคดี มูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท และใช้เวลาต่อสู้กันผ่านศาลถึง 3 ชั้น เป็นเวลายาวนานกว่า 9 ปี

แต่ในที่สุด ปัญหาที่เคยถูกมองว่าเป็น "พันธนาการ" ของวงการฟุตบอลไทย กลับได้รับการคลี่คลายลงในปี 2569 จากความร่วมมือของ 3 ฝ่าย ได้แก่ สมาคมฟุตบอลไทย สยามสปอร์ต และกลุ่มทรู


จุดเริ่มต้นจากยุคบุกเบิกฟุตบอลไทย

หากย้อนกลับไปก่อนที่ฟุตบอลไทยจะกลายเป็นธุรกิจกีฬามูลค่าหลายพันล้านบาท ไทยลีกในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ยังไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง

สโมสรส่วนใหญ่เป็นทีมองค์กร มีแฟนบอลในสนามไม่มาก และยังไม่มีมูลค่าทางการตลาดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ในช่วงเวลานั้น สยามสปอร์ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย ทั้งด้านการจัดการแข่งขัน การประชาสัมพันธ์ การสร้างฐานแฟนบอล และการหาสปอนเซอร์เข้าสู่ระบบฟุตบอลอาชีพ

การลงทุนของสยามสปอร์ตในช่วงที่ฟุตบอลไทยยังไม่เป็นที่นิยม ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ไทยลีกเติบโตจนกลายเป็นสินทรัพย์ทางกีฬาและสื่อที่มีมูลค่าสูงในเวลาต่อมา


บอลไทยฟีเวอร์ และยุคทองของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

ช่วงปี 2557-2558 ฟุตบอลไทยเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูอย่างแท้จริง

ทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ประสบความสำเร็จในระดับอาเซียน ขณะที่ไทยลีกมีแฟนบอลเต็มสนามทั่วประเทศ

มูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจึงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ในช่วงดังกล่าว กลุ่มทรู โดยเฉพาะทรูวิชั่นส์ ถือเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันฟุตบอลไทยผ่านการถ่ายทอดสดอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ลงทุนหลักในการนำฟุตบอลไทยเข้าสู่ระบบโทรทัศน์แบบมืออาชีพ

มีรายงานว่ามูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทยในยุคนั้นรวมหลายพันล้านบาท และถือเป็นช่วงเวลาที่ฟุตบอลไทยได้รับการเผยแพร่สู่ผู้ชมทั่วประเทศมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์


ปี 2559 จุดเปลี่ยนที่นำไปสู่ข้อพิพาท

หลังการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลในปี 2559 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลคนใหม่

ไม่นานหลังรับตำแหน่ง สมาคมฟุตบอลตัดสินใจยกเลิกสัญญากับสยามสปอร์ตก่อนครบกำหนด โดยให้เหตุผลว่าสัญญาเดิมมีลักษณะไม่เป็นธรรมต่อสมาคม

อย่างไรก็ตาม สยามสปอร์ตเห็นว่าการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย และส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

การตัดสินใจครั้งนั้นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟ้องร้องครั้งใหญ่ในวงการกีฬาไทย


ปม 240 ล้านบาทที่โยงถึงทรู

อีกด้านหนึ่ง มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ซีนิเพล็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มทรู

ก่อนเกิดข้อพิพาท ซีนิเพล็กซ์ได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้แก่สยามสปอร์ตจำนวน 240 ล้านบาท ภายใต้โครงการลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทย

แต่เมื่อสัญญาระหว่างสมาคมฟุตบอลกับสยามสปอร์ตถูกยกเลิก การดำเนินงานตามข้อตกลงเดิมไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

ส่งผลให้เงินจำนวน 240 ล้านบาทดังกล่าวกลายเป็นประเด็นข้อพิพาทอีกคดีหนึ่งที่ต้องเข้าสู่กระบวนการศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ทรูจะไม่ได้เป็นคู่พิพาทโดยตรงในคดีหลักระหว่างสมาคมฟุตบอลกับสยามสปอร์ต แต่กลับได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสัญญาครั้งนั้นเช่นเดียวกัน


9 ปีในชั้นศาล

ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ คดีดังกล่าวผ่านการพิจารณาทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

คำพิพากษาสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 กำหนดให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ต้องชำระค่าเสียหายแก่สยามสปอร์ตเป็นเงิน 360 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน คดีของซีนิเพล็กซ์ก็ยังคงมีผลให้สยามสปอร์ตต้องรับผิดชอบเงินจำนวน 240 ล้านบาท

ทำให้เกิดภาระทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างทั้งสามฝ่าย


มาดามแป้ง กับภารกิจปลดล็อกวิกฤต

เมื่อ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ "มาดามแป้ง" เข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลในปี 2567 เธอต้องเผชิญกับภาระหนี้จำนวนมหาศาลที่สืบทอดมาจากคดีดังกล่าว

แทนที่จะปล่อยให้ข้อพิพาทยืดเยื้อต่อไป สมาคมฟุตบอลชุดปัจจุบันเลือกใช้แนวทางเจรจาและหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

สมาคมทยอยชำระหนี้ให้สยามสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง จนสามารถปิดยอดส่วนแรกจำนวน 120 ล้านบาทได้สำเร็จเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569

จากนั้นจึงเข้าสู่การเจรจารอบสำคัญกับกลุ่มทรูและสยามสปอร์ต


ดีลประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนหนี้เป็นโอกาส

วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ถือเป็นวันสำคัญของวงการฟุตบอลไทย

เมื่อสมาคมฟุตบอล สยามสปอร์ต และซีนิเพล็กซ์ ในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้สำเร็จ

สาระสำคัญคือ สมาคมฟุตบอลจะรับโอนภาระหนี้ 240 ล้านบาทที่สยามสปอร์ตมีต่อซีนิเพล็กซ์มาเป็นผู้รับผิดชอบแทน

ขณะเดียวกัน การชำระหนี้จะไม่ได้ใช้เงินสดเพียงอย่างเดียว แต่ใช้รูปแบบที่สร้างประโยชน์ให้กับวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

โดยสมาคมฟุตบอลมอบสิทธิประโยชน์การถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทยแบบ Exclusive ให้แก่กลุ่มทรู เป็นระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572


ทรูกับบทบาทสำคัญในการพาฟุตบอลไทยก้าวข้ามมหากาพย์หนี้ 10 ปี

หากมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางการเติบโตของฟุตบอลไทย กลุ่มทรูถือเป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการกีฬาไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนด้านลิขสิทธิ์กีฬา การพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายทอดสด และการสร้างแพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมต่อการแข่งขันกีฬาสู่ผู้ชมทั่วประเทศ

ในช่วงที่ฟุตบอลไทยก้าวเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู ทรูเป็นกำลังสำคัญในการนำการแข่งขันไทยลีกและฟุตบอลทีมชาติไทยเข้าสู่บ้านของคนไทยหลายล้านครัวเรือน ผ่านระบบการถ่ายทอดสดที่มีมาตรฐานระดับสากล ช่วยขยายฐานแฟนบอล เพิ่มมูลค่าทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับอุตสาหกรรมฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่อง

ข้อตกลงระหว่างสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สยามสปอร์ต และซีนิเพล็กซ์ ในกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เกิดขึ้นในปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการจัดการภาระหนี้ที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 10 ปี แต่เป็นการเปิดทางให้ทุกฝ่ายกลับมาเดินหน้าร่วมกันอีกครั้งบนพื้นฐานของความร่วมมือและเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาฟุตบอลไทย

นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทรูมีความยินดีที่ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ หลังจากปัญหาที่สะสมมานานได้รับการคลี่คลาย และสำหรับทรู สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนแนวทางที่ช่วยให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้วงการฟุตบอลไทยกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาในอนาคตอย่างเต็มที่

ภายใต้ข้อตกลงล่าสุด กลุ่มทรูได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทยแบบ Exclusive ระหว่างปี 2569-2572 ครอบคลุมทั้ง OTT, IPTV และ Pay TV รวมถึงสิทธิ์ออกอากาศย้อนหลังและสิทธิประโยชน์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง

นายองอาจ มองว่า สิทธิ์ดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงฟุตบอลทีมชาติไทยเข้ากับแฟนบอลผ่านระบบนิเวศดิจิทัลของทรู ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี เครือข่าย และฐานผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนไทยผ่านพลังของกีฬา

วิสัยทัศน์ดังกล่าวย้ำบทบาทของทรูที่อยู่กับวงการฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของฟุตบอลไทยในฐานะพลังที่สามารถเชื่อมโยงคนไทยจากทุกภูมิภาคเข้าหากัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรูเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ด้านคอนเทนต์กีฬา มีความพร้อมทั้งด้านการผลิตสัญญาณ การบริหารลิขสิทธิ์กีฬา การกระจายคอนเทนต์ผ่านทุกแพลตฟอร์ม และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมของแฟนกีฬาไทย

ด้วยศักยภาพดังกล่าว การกลับมารับสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทยครั้งนี้ จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับวงการฟุตบอลไทยในหลายมิติ ทั้งด้านคุณภาพการถ่ายทอดสด การเข้าถึงแฟนบอล การขยายฐานผู้ชม และการต่อยอดมูลค่าทางการตลาดของฟุตบอลทีมชาติไทยในอนาคต

หลายฝ่ายในวงการฟุตบอลมองตรงกันว่า ความยืดหยุ่นในการเจรจา วิสัยทัศน์ในการมองภาพรวมของวงการ และความพร้อมในการร่วมสร้างทางออกให้กับทุกฝ่ายของกลุ่มทรู เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหากาพย์หนี้ 240 ล้านบาทสามารถปิดฉากลงได้สำเร็จ

จากวันที่ฟุตบอลไทยต้องเผชิญข้อพิพาทยาวนานเกือบหนึ่งทศวรรษ สู่วันที่ทุกฝ่ายกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏชัดคือบทบาทของกลุ่มทรูในฐานะพันธมิตรสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของฟุตบอลไทยทั้งในสนามแข่งขัน บนหน้าจอ และบนโลกดิจิทัล

เมื่อมหากาพย์หนี้ 10 ปีเดินทางมาถึงบทสรุป ฟุตบอลไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ และกลุ่มทรูยังคงเป็นหนึ่งในกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของฟุตบอลไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง