'กรุงเทพฯ ง่ายๆ' คือกรุงเทพฯ แบบใด คุยกับ โจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน

หลังจากแลนด์สไลด์ กวาด สส. เขตไปทั้ง กทม. ในคราวนี้ พรรคประชาชนมาพร้อมแคมเปญเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คือ ‘กรุงเทพฯ ง่าย’ หรือการทำเมืองหลวงนี้ให้ง่ายกับทุกคนใน 5 ด้าน พร้อมประกาศตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คือ โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีต สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ที่ลาออกเพื่อมาชิงตำแหน่งบริหาร กทม. พร้อมด้วย สก.ทั้งหมด 50 เขต
การชิงสนามเลือกตั้ง กทม.อีกครั้ง ทั้งกับ สก. และ ผู้ว่าฯ กทม.นั้น จึงถึงว่าเป็นได้ทั้งความท้าทาย และการสนับสนุนกันจากทั้งสองฝั่ง ซึ่งโจ ชัยวัฒน์เองก็บอกว่า ยิ่งได้เห็นทีมเวิร์กในการลงหาเสียง
“ได้รับการสนับสนุน จากเพื่อน สส. ในพื้นที่จากการที่ไปลงพื้นที่ต่างๆ เพราะว่าปัจจุบันถ้าเรามี สส.เขตที่ลงพื้นที่ร่วมกับ สก. ก็สามารถสอดประสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทีมเวิร์ก จากการลงพื้นที่ของผมเอง ก็มี สส.มาร่วม และไม่ใช่แค่ สส.เขต กทม. แต่ยังมี สส.บัญชีรายชื่อเข้ามาสนับสนุนอีกมาก
อันนี้ก็เป็นการแสดงถึงการทำงานแบบครบทีมทั้งองคาพยพของกรุงเทพมหานคร เพราะว่าปัญหาของกรุงเทพฯ ในหลายๆ เรื่อง การแก้ปัญหาก็ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เช่น ปัญหาเรื่องขยะ จะมีอาจารย์พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ปัญหาเรื่องของการเดินทาง ระบบขนส่ง ก็มีอาจารย์ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านั้นร่วมเข้ามาให้คำปรึกษา ทั้งเชิงนโยบาย แล้วก็ลงพื้นที่ด้วย
ในฐานะแคนดิเดต ผู้ว่าฯ ที่นำทีมสก. 50 คน 50 เขต ก็อยากจะเห็นทุกคนเข้าไปอยู่ในสภากรุงเทพฯ ทุก 50 เขต ก็มีวาระที่ต้องการขับเคลื่อนในเขตของตัวเอง อย่างเช่น เขตคลองสามวา อยากจะ
ขับเคลื่อนเรื่องรถเมล์มากขึ้นนะครับ เขตบึงกุ่ม ต้องการสร้างสถานีดับเพลิง อันนี้เป็นตัวอย่างว่า สก.ของเราทุกเขตมีวาระของตัวเองที่ต้องอ่าสื่อสารกับประชาชนในเขต”
แม้ว่านี่จะเป็นการลงชิงสนามผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกของโจ ชัยวัฒน์ แต่เขามีประสบการณ์ในสภา และเป็น สส.บัญชีรายชื่อมา 2 สมัย ซึ่งเขาเองก็คิดว่าประสบการณ์ส่วนนั้น จะมาช่วยในงานผู้ว่าฯ ได้
“ประสบการณ์การเป็น สส. มาก่อนของผม ก็ส่งเสริมเรื่องของระบบการทำงาน งบประมาณต่างๆ เป็น อย่างมาก เพราะว่าผมก็ได้เห็นระบบการอนุมัติงบประมาณ พิจารณางบประมาณของ สส. ในสภาใหญ่ ซึ่ง ในสภา กทม. เองก็เป็นรูปแบบเดียวกันมีการอนุมัติโดยสภา กทม. ปัญหาที่เราเจอในสภาใหญ่ การตรวจสอบงบ และข้อมูลต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยให้เอามาวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์ หรือใช้ AI เพราะฉะนั้นมีการตรวจสอบข้อมูลเอกสารจำนวนมาก ซึ่งทำได้ยากมาก
ถ้าหากได้โอกาสเข้าไปบริหารกรุงเทพมหานคร อันดับแรกที่ผมจะทำก็คือข้อมูลเรื่องคำของบประมาณทั้งหมดที่ต้องออกจากผู้ว่าฯ จะต้องทำให้เป็นข้อมูลแบบ machine readable เอา ai มาอ่านได้ เอาคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ได้ แล้วไม่ใช่ สก. จะได้รับประโยชน์ในการทำงาน ภาคเอกชน, องค์กรต่างๆ ที่ต้องการเข้ามาร่วมตรวจสอบ ก็ สามารถที่จะตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่เป็นระบบที่จะป้องกันการทุจริต โกงกินงบประมาณ ที่ทำให้งบประมาณของคนกรุงเทพฯ รั่วไหลด้วย”
ในเว็ปไซต์ผู้ว่าประชาชน คำแนะนำตัวของชัยวัฒน์ นั้นเล่าว่า เขาเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดและเติบโตที่ตลาดพลู ย่านเก่าแก่ของ กทม. ซึ่งจากการเป็นคนกรุงเทพฯ และได้ลงพื้นที่มา เรื่องที่เขาอยากจะแก้ไขมากที่สุด คือเรื่องของการเดินทาง
“ปัญหาที่ต้องการแก้ไข แล้วผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ ทุกคนน่าจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ มากที่สุด ก็คือเรื่องของจราจร แล้วก็ขนส่งสาธารณะ เพราะตัวผมเองขึ้นรถเมล์ตั้งแต่เด็กๆ พอมีครอบครัว และมีลูกถึงได้มีรถส่วนตัว เพราะฉะนั้นผมเข้าใจดีว่า การเดินทางโดยรถเมล์ มันเหนื่อย และลำบาก
สิ่งที่ผมอยากจะทำก็คือทำให้รถเมล์ หรือว่าการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรือก็ตาม สามารถใช้ได้จริง ทำได้ง่าย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่ต้องต่อหลายต่อ ซึ่งก็ต้องเพิ่มจำนวนสายรถเมล์ให้มันเชื่อมโยงมากขึ้น ดีขึ้น ซึ่งเราก็เห็นอยู่แล้วว่าปัจจุบันมีรถเมล์ 31 สายที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนเข้ามาวิ่ง กทม. สามารถไปทำให้มีรถมาวิ่งใน 31 สายเหล่านี้ได้
การเดินทางทางเรือก็เช่นกัน ตั้งแต่ผมเด็กๆ จนโต การเดินทางทางเรือลดลงไปมาก จริงๆ มันเป็นเสน่ห์ของเมืองกรุงเทพฯ นะครับ เพราะฉะนั้นเราเลยมีโปรเจ็กต์คลองกรุงเทพฯ ซึ่งนอกจากจะพัฒนาสิ่งแวดล้อมในคลอง บำบัดน้ำเสียแล้ว เรายังใช้คลองให้เป็นทางเชื่อมในการเดินทางสาธารณะ เชื่อมสถานีรถไฟฟ้า เชื่อมป้ายรถเมล์เข้าหากัน ทำให้การเดินทางในคลองเนี่ยสะดวกขึ้น มีเรือที่เป็นเรือไฟฟ้ามาวิ่งแบบเป็นเรือประจำทาง อันนี้ นอกจากจะลดค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่าย แล้วก็ทำให้ขนส่งสาธารณะใช้ได้สะดวก ก็จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ แก้ปัญหาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” ผู้สมัครผู้ว่าฯ ประชาชนเล่าสิ่งที่เขาอยากทำ
ไม่เพียงแค่ปัญหาขนส่ง กทม.ยังมีหลายปัญหาไม่ว่าจะสายไฟพันกัน น้ำท่วมขัง ขยะ หรือคลองที่ไม่สะอาด จนหลายครั้ง คนกทม.เองเทียบกับเมืองอื่นๆ แล้ว หันมามองว่า กทม.ไม่โรแมนติก ไม่เอื้อให้มีความรักได้ ซึ่งโจ ชัยวัฒน์เองก็มองว่า นโยบายกรุงเทพฯ ง่ายๆ ที่เขานำเสนอนั้น จะแก้ปัญหาได้
“จริงๆ ผมไม่ได้มองว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่โรแมนติกนะครับ จริงๆ กรุงเทพก็มีความโรแมนติกของมัน วิวทิวทัศน์ตอนกลางคืนของกรุงเทพฯ ก็สวยนะครับ แต่ผมว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกันมีน้อยลง แล้วคนรักกันก็ไม่มีลูก เพราะว่าตอนนี้ปัญหามันคือคนเราไม่มีเวลา คนโสดต้องดิ้นรนทำงานหาเงินเพื่อมาซื้อความสบาย ถ้าเราแก้ปัญหารถติดไม่ได้ คนโสดส่วนมาก พอ ทำงานปุ๊บ อยากจะซื้อซื้อรถส่วนตัวเป็นอันดับแรก อย่างน้อยๆ รถติดบนถนนก็ขอติดให้แอร์เย็นๆให้สบายหน่อย แล้วพอต้องทำงานมากขึ้น หาเงินมากขึ้น มีเวลาน้อยลงนะครับ ซึ่งอันนี้ก็เป็นสาเหตุนึงหรือเปล่า ที่ทำให้เมืองไม่โรแมนติก แต่จริงๆแล้ว เรากำลังเหมือนเป็นหนูถีบจักร ทำงานเพื่อซื้อความสบายโดยการเอาเวลาเข้าไปแลกมากกว่า
ซึ่งจริงๆ ปัญหาเหล่านี้ของเมืองกรุงเทพฯ ถ้าตามนโยบายของพรรคประชาชน เรื่องกรุงเทพง่ายๆ แล้วก็ทำให้คนกรุงเทพฯ ได้เวลากลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นเวลาบนท้องถนน จากการเดินทาง, เวลาในการหาหมอ, เวลาในการไปรอใบส่งตัว ถ้าจะใช้สิทธิ์บัตรทอง, เวลาในการดูแลลูกหรือพ่อแม่ที่ต้องลางานออกมา ถ้าเมืองๆ นี้เข้ามาช่วยสนับสนุนแล้วทำให้คนกรุงเทพฯได้เวลาคืนกลับมา ผมเชื่อว่าคนโสดก็จะมีเวลามากขึ้น มีเวลาไปเจอกันมากขึ้น และคนที่ไม่โสดก็กล้าที่จะมีลูกมากขึ้น”
ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของประชาชนเอง ยังพูดถึงปัญหาอย่างเรื่องอากาศร้อนในกรุงเทพฯ ที่จะร้อนขึ้นอย่างแน่นอน ทางทีมของเขาก็จะแก้ปัญหานี้ไปพร้อมๆ กับขนส่งสาธารณะที่สะดวก และโปรเจ็กต์คลองกรุงเทพฯ ที่จะทำทางเดินริมคลองให้ร่มเย็น ร่มเงา ใช้ต้นไม้ในการกันแดด และลดอุณหภูมิ ร่วมกับน้ำที่ไหลเวียนในคลอง
อีกปัญหาคือเรื่องของการเป็นเมือง Aging Society คนแก่จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ และกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งเมืองที่ต้องรองรับคนแก่มากที่สุด ดร.โจเองก็ชี้ว่า “เรามีผู้สูงวัยเป็นจำนวนมาก บางจุดใน กทม. 100,000 คน และที่เป็นผู้สูงวัยที่ติดบ้านประมาณ 20,000 คน แล้วการดูแลผู้สูงวัย ทำให้ลูกหลาน ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงวัยเป็นเป็นจำนวนมาก ตัวผมเองก็เคยมีพ่อที่ติดเตียง และเคย ต้องดูแลพ่อที่ติดเตียงตอนที่ตัวเองทำงาน พี่สาวผมต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อ 2 ปี ผมเข้าใจดีว่าปัญหาเรื่องนี้เป็นยังไง นั่นเป็นที่มาของนโยบายการดูแลผู้สูงอายุ แล้วก็การเพิ่มจำนวนผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงขึ้นมา เราจะสร้างศูนย์ day care สำหรับดูแลผู้สูงอายุทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้ลูกหลานสามารถเอาผู้สูงอายุมาให้ศูนย์นี้ดูแลแบบไปเช้ายันกลับในระหว่างที่ลูกหลานไปทำงาน เพราะฉะนั้นทำให้ลูกหลานไม่ต้องลาออกจากงาน และผู้สูงวัยมีกิจกรรมทำ แล้วก็มีผู้ดูแลที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้สูงอายุ ก็จะช่วยดูแล ชะลอความเสื่อม ทำให้ผู้สูงอายุมีการใช้สมอง กระตุ้นสมองกระตุ้นความคิด
ส่วนผู้ป่วยสูงวัยที่ติดเตียง มีเป็นจำนวนมากจากการลงพื้นที่แทบทุกเขต ผมก็ได้ไปพบเจอได้เข้าไปเยี่ยม
ก็จำเป็นที่ต้องช่วยเหลือญาติของผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ทำให้เรามีนโยบายเพิ่มผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงขึ้นมา 5,000 ตำแหน่งที่เป็นแบบฟูลไทม์เพื่อมาดูแลผู้ป่วยติดเตียง อาทิตย์ละไม่ต่ำกว่า 16 ชั่วโมง โดยที่ กทม. จะสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อที่จะทำให้คนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงสามารถเอาเวลาที่มาดูแล ได้ออกไปใช้ชีวิตส่วนตัวบ้าง อย่างน้อยเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวที่ต้องดูแลผู้สูงวัยที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง”
สุดท้ายไม่ว่าจะปัญหาไหน ดร.โจ ชัยวัฒน์ เล่าว่า เขาอยากเห็น กทม. 4 ปีครั้งหน้าที่เป็นกรุงเทพฯ ง่ายๆ คือ “กรุงเทพฯ ที่คนไม่ต้องใช้เวลา บนท้องถนน คนไม่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ไม่ต้องลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกที่ยังเล็ก เพราะว่าเมืองนี้พร้อมที่จะซัพพอร์ตให้การสนับสนุนให้การดูแลคนเหล่านั้น
การเดินทาง โดยรถขนส่งสาธารณะ ต้องครอบคลุมมากขึ้น เดินทางได้จริง เดินทางได้อย่างไม่ต้องทนแดดทนฝน อันนี้เป็นกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองกรุงเทพฯ ง่ายๆ ครับ” ผู้สมัครฯ ผู้ว่าประชาชนสรุป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
