สื่อโลกจับตาไทยเลือกตั้ง-ลงประชามติพรุ่งนี้

รอยเตอร์สชี้ว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด เพราะหวังจะดึงคะแนนจากประชาชนในช่วงที่กระแสชาตินิยมในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ตัดสินใจยุบสภาหลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่ถึง 100 วัน ในช่วงเวลาเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพิ่งกลับมาปะทุเดือดขึ้นอีกรอบในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
สื่อต่างประเทศยังชี้ว่า แม้กระแสของพรรคประชาชน กระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ที่เน้นการปฏิรูปจะมาแรงจนทำให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน แต่ก็ไม่ง่ายที่จะฝ่ากระแสชาตินิยม ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ยากที่จะมีพรรคไหนที่จะคว้าชัยด้วยเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดหรือแลนด์สไลด์
ขณะที่บลูมเบิร์ก สื่อสายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชี้ว่า การที่ไทยไร้เสถียรภาพทางการเมืองมาตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้ไทยเปลี่ยนจากประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งที่ตามหลังเพียงเกาหลีใต้และสิงคโปร์ กลายเป็นชาติที่ล้าหลังของภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับทั้งปัญหาเศรษฐกิจซบเซา หนี้สินพุ่ง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และจำนวนแรงงานที่ลดลง
ผู้สันทัดกรณีด้านเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า หากไทยมีการปฏิรูปการเมืองและมีรัฐบาลที่หนุนการปฏิรูปอยู่ในอำนาจ // เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงจะยังได้เดินหน้าต่อ //แต่หากยังไร้เสถียรภาพทางการเมือง ก็จะไม่สามารถก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงจนถึงปี 2593 (ค.ศ. 2050) และจะพลาดเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้เดิมในปี 2580 (ค.ศ.2037) //
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากตั้งแต่ทศวรรษ 2000 รัฐบาลที่ขึ้นมามีอำนาจของไทยมักอยู่ในตำแหน่งเพียงเวลาสั้นๆ ทำให้การวางแผนระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้รัฐบาลไทยมักเลือกใช้มาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น และใช้งบประมาณ ในลักษณะประชานิยม ทำให้ต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่เพราะปัจจุบันการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยมาแต่อดีตเริ่มอ่อนแรง รวมทั้งยังไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเข้ามาทดแทน