ยังปลอดภัยไหม สถานการณ์รุนแรงหรือไม่ ? คุยกับแอร์โฮสเตสไทยในตะวันออกกลาง

สถานการณ์สงคราม และการปะทะกันในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าวันที่ 3 แล้ว ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ไกลจากจุดปะทะ และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากระเบิด หรืออาวุธ แต่ ณ ตอนนี้ ก็มีคนไทยไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง และในหลายประเทศ ไม่ว่าจะตกค้างจากการปิดน่านฟ้า หรือการไปทำงานที่นั่น
โดยแม้ว่าการปะทะหลักจะอยู่ที่อิสราเอล และอิหร่าน แต่อิหร่านได้โจมตีทางทหาร เพื่อตอบโต้ไปที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงพื้นที่บางส่วนของอิรักเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลกับคนไทยโดยรวมในะวันออกกลาง
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันมีคนไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน โดยเฉพาะในอิสราเอล 65,000 คน รองลงมาคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 20,163 คน และซาอุดีอาระเบีย 7,342 คน ขณะที่ประเทศอื่นๆ นั้นก็อยู่ในหลักพัน ลงไปในหลักร้อย รวมถึงอิหร่าน ที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความเสียหายหนักนั้นก็มีคนไทย 250 คน
แต่ ณ ปัจจุบัน ในภาพรวมไม่มีคนไทยได้รับผลกระทบรุนแรง ซึ่งสถานเอกอัคราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทย ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้คำแนะนำ เร่งออกจากพื้นที่ หรือไปยังสถานที่หลบภัยในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมความพร้อมแผนอพยพคนไทยแล้ว ซึ่งอาจจะประสานประเทศอื่น ๆ หรือองค์การระหว่างประเทศ ที่กำลังเตรียมแผนอพยพของตนเองเช่นเดียวกัน
TNN Online ได้พูดคุยกับคนไทยในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โอมาน และบาห์เรน ณ ขณะนี้ ซึ่งมีทั้งคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น และตกค้างจากการปิดน่านฟ้า ที่บางประเทศสถานการณ์ปลอดภัยกว่าที่ข่าวรายงาน แต่ทุกคนก็หวังว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เพื่อที่น่านฟ้าจะเปิด และจะสามารถกลับไทยได้
เอ แอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปลงกาตาร์ระหว่างเกิดการปะทะขึ้น ทำให้เครื่องไม่สามารถแลนด์ได้ และต้องลงจอดทันทีในประเทศโอมานก็ติดค้างอยู่ที่นี่มา 2 วันแล้ว “เราอยู่โอมาน น่านฟ้ากาตาร์ปิดตอนที่เราบินพอดี ตอนนั้นตกใจมากเพราะกัปตันบอกเราว่าเราจะได้เปลี่ยนเส้นทางลงที่โอมาน ซึ่งตอนนั้นอีกแค่ 20 นาทีเราจะถึงกาตาร์แล้ว แต่ต้องบินวนกลับมาลงที่นี่ ซึ่งสถานการณ์ที่โอมานปกติดี” โดยเธอเล่าว่า ไม่ได้ยินเสียงระเบิด หรือการปะทะใดๆ
ขณะที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ดูไบ อรดี แอร์โฮสเตสเครื่องบินส่วนตัว ที่ใช้ชีวิตในตะวันออกกลางมาเกือบ 10 ปี เล่าว่าที่ดูไบนั้น แม้จะมีการโจมตี และได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ แต่ยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้
“เหมือนข่าวออกไปว่าที่นี่ใช้ชีวิตยากมาก คนกำลังจะอดตาย ของขาด แต่จริงๆ ในดูไบทุกคนใช้ชีวิตปกติมาก รถยังวิ่งปกติ ยังมีบริการส่งอาหาร Supermarket ก็ยังแจ้งว่า มีอาหารสต็อก 24 ชั่วโมง คนยังไปทำงาน แต่จะมีวันนี้ ถึงวันพุธ ที่รัฐบาลประกาศให้ฝั่งเอกชน ทำงาน Work from home ส่วนที่เหลือปกติหมด ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเราอยู่ในสงคราม มีแค่ช่วงแรก ถึงตอนนี้ที่มีรัฐส่งข้อความมาว่าให้อยู่ใน Indoor ไม่อยากให้ออกไปข้างนอก
ช่วงสองวันแรกมีการยิงตลอดคืน ช่วงฟ้ามืด ตอนแรกจากข่าวเหมือนสถานการณ์ดีขึ้น และกำลังจะเปิดประเทศ หลังจากปิดน่านฟ้าตั้งแต่ 28 ก.พ. แต่เมื่อเช้าวันที่ 2 เราตื่นมาเพราะมีเสียงระเบิด ซึ่งเพื่อนทุกคนก็ได้ยิน และเพื่อนที่โดฮา กาตาร์ก็ได้ยินเหมือนกัน ดังนั้นจากข่าวที่ดูเหมือนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ (ปธน.สหรัฐฯ) เจรจาได้แล้ว จะจบแล้ว ดูไม่เหมือนจะเป็นอย่างนั้น เพราะจากการยิงเมื่อเช้า เราก็ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้ออีกไหม” เธอเล่า
ด้านกี้ แอร์โฮสเตส สายการบินในประเทศบาห์เรนก็บอกกับเราว่า “มีมิสไซล์ และการยิงโดรนจากอิหร่านอยู่เรื่อยๆ ได้ยินเสียงระเบิดตลอดคืนเช่นกัน แต่ ณ วันนี้ (2 มีนาคม) ความถี่ลดลงบ้าง แต่จากที่อยู่ในบาห์เรนมา 4 ปี สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าไม่ปกติ และไม่ปกติเท่ากับที่ดูไบ เพราะเกือบทุกอย่างปิด สถานที่ทำงานต่างๆ ปิด รัฐบาลแจ้งเตือนให้คนอยู่ในบ้าน ถนนโล่ง แต่ยังมีร้านสะดวกซื้อที่เปิด และมีประชาชนกักตุนซื้อของกันบ้าง”
สิ่งที่ทั้ง 3 คนกังวลเหมือนกันต่อสถานการณ์สงครามนี้ คือกลัวสงครามยืดเยื้อ โดยกี้มองว่า กลัวสถานการณ์ที่บานปลาย แล้วกลายเป็นการ Shut down ทุกอย่าง ไม่มีไฟลท์บิน อินเทอร์เน็ตล่ม เพราะกำลังจะมีวันหยุดยาว เธอเองก็กลัวที่จะติดอยู่ที่นี่ และอยากกลับไทยมาก เช่นเดียวกับเอ ที่ก็ไม่รู้เลยว่า ตนเองจะได้กลับไทยตอนไหน
อรดีเอง แม้เธอจะบอกกับเราว่า ไม่ได้ประสงค์จะกลับไทย เพราะอาศัยที่นี่ รวมถึงมั่นใจในความปลอดภัย และรัฐบาลดูไบ แต่เธอก็กังวลถึงการปิดน่านฟ้าที่ยืดเยื้อเช่นกัน “เมื่อมีการปิดกั้นน่านฟ้า ทำให้มีคนตกค้าง คนไม่สามารถเดินทางออก และเดินทางเข้าได้ และด้วยความที่ดูไบเป็น Major hub คนได้รับผลกระทบเยอะมาก เราเคยเป็นแอร์พาณิชย์มาก่อน รู้เลยว่าระบบมันทำงานอย่างไร ตอนนี้มีเพื่อนเยอะมากที่ติดอยู่ตามประเทศต่างๆ และเพื่อนแอร์กาตาร์ที่ได้รับผลกระทบ เพราะปกติเวลาถูกโจมตี มักจะเกิดที่กาตาร์ก่อน และค่อยมาถึงที่ดูไบ เราเลยรู้ว่าไม่จบง่ายๆ ตอนแรกเขาจะเปิดน่านฟ้าแล้ว แต่เมื่อเช้ากลับมีโจมตี ถ้าไม่ได้เปิดอีก ก็จะทำให้ไปไหนไม่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด เพราะการใช้ชีวิต (ในดูไบ) ค่อนข้างปลอดภัย ระบบป้องกันรัฐบาลก็ป้องกันระเบิดได้หมด หรือถึงป้องกันไม่ได้ อันที่ร่วงก็ไม่ได้มีความเสียหายร้ายแรงเยอะ และมีการสื่อสารตลอดเวลา”
ทั้งสามคนเล่าว่า ได้รับข่าวสารจากสถานทูตโดยตลอด โดยที่บาห์เรน กี้ได้รับคำแนะนำ และได้ลงทะเบียน เพื่อขอเดินทางกลับไทยเรียบร้อยแล้ว ขณะที่บริษัท และสายการบินก็ดูแล มีการส่งรถบัสมาสแตนด์บายเผื่อสถานการณ์เเย่ลง แต่เนื่องจากที่พักของเธอไม่ได้อยู่ย่านค่ายทหารของสหรัฐฯ ที่โดนระเบิด ตอนนี้จึงยังไม่มีคำสั่งให้อพยพออกมา
ในขณะที่เอเองก็เล่าว่า แม้ต้องทำงานที่เดินทางผ่านตะวันออกกลางตลอด แต่ก็ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่รุนแรงขนาดนี้ ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ที่ อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ แต่ตอนนั้นน่านฟ้าปิดแค่ประมาณ 6 ชม. เท่านั้น
อรดีที่อาศัยในดูไบเองก็มองเช่นกัน ว่าครั้งนี้ รุนแรงเหมือนสงครามจริงๆ โดย ที่ดูไบนั้น สถานทูตไทยเริ่มให้คนไทยกรอกฟอร์มตั้งแต่ 1-2 เดือนก่อน เมื่อเริ่มมีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เผื่อในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น เพื่อจะสามารถติดต่อเราได้ แต่เธอยังยืนยันว่าเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของดูไบ และยังเชื่อว่ารัฐบาลดูไบรับมือได้
“จริงๆ ไม่เคยเจอเป็นระเบิด หรือสงครามขนาดนี้ แต่ก่อนหน้านี้เคยเจอสถานการณ์ในพื้นที่สงครามบ้าง เพราะเคยบินที่กาตาร์ และช่วงนั้นมีเรื่องบินข้ามน่านฟ้าไม่ได้ หรือมีสถานการณ์ตาลิบัน ก็จะเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันที่คนออกไปไหนไม่ได้ ตุนของ แต่ปกติกว่ารอบนี้มาก อันนี้เข้าใกล้กับความเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 มาก แต่รัฐบาลที่นี่ดีมาก เขาไม่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตเราแขวนอยู่บนเส้นได้ หรือเสี่ยง เลยรู้สึกว่าเราปลอดภัย มีความรู้สึกว่าถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดที่ไทย เราคงไม่รู้สึกว่าได้รับการปกป้องขนาดนี้
เราได้ยินเครื่องบินลาดตระเวนทั้งวัน ถามว่ากลัวไหม เหตุการณ์ในข่าวมันทำให้เราดูกลัว แต่รัฐบาล เทคโนโลยีเขาทำให้เราเชื่อว่าเขาป้องกันเราได้แน่ๆ ขณะที่เราเป็นต่างชาติ แต่มาทำงานในประเทศเขา แต่เขาทำให้เราเชื่อมั่นได้ในความปลอดภัย ว่าจะไม่ร้ายแรง ความสามารถของรัฐบาลป้องกันได้ แต่ขณะที่เราเป็นคนไทยแท้ๆ มองว่าถ้าเกิดกับที่ไทย เราคงไม่รู้สึกปลอดภัยขนาดนี้
ข่าวมันทำให้เราดูประเทศอันตราย น่ากลัวมาก แต่มุมคนใช้ชีวิตมันยังไม่ร้ายแรง เราคุยกับคนที่บ้านตลอด จากที่อยู่ตะวันออกกลางมา 10 ปี แม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่ดูรุนแรง แต่ทุกอย่างมันอยู่ในการควบคุมจริงๆ ประเด็นมันแล้วแต่คน แต่เราไม่รู้สึกกลัวขนาดนั้น ด้วยความที่ดูไบเป็นประเทศที่มีแต่ expat ชาวต่างชาติ ทุกคนก็ไม่แตกตื่น ใช้ชีวิตปกติเลย”
ในมุมของคนไทยทั้งสามคน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปะทะครั้งนี้ พวกเธอมองว่าไม่ใช่แค่พวกเธอเท่านั้น แต่สงคราม แม้จะเกิดห่างไกล แต่จะกระทบต่อคนไทยไม่มากก็น้อย
ในฐานะพนักงานสายการบิน เอมองว่าหลังจากนี้ ตั๋วเครื่องบินที่บินไปทางตะวันตก หรือยุโรปจะมีราคาสูงขึ้นอย่างแน่นอน และสงครามครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นประเทศหลักที่ส่งออกน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติอื่น
และในความผันผวนของเศรษฐกิจ และราคาทองคำต่างๆ อรดีเองก็มองเห็นแล้วว่า มีคนไทยบางส่วนที่สนับสนุน และเชียร์สงคราม เพราะเก็งราคาสินทรัพย์ ซึ่งเธออยากให้คนไทยมองว่า ทุกครั้งที่มีการเชียร์ให้เกิดสงคราม มันมีการสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง และไม่ว่าจะประเด็นน้ำมัน การเดินทาง ส่งออกนั้นต่างเชื่อมกันหมด “อยากให้สงครามนี้ไม่ยืดเยื้อและจบไวๆ เพราะมองในมุมคนหน้างาน มันแย่ ตอนนี้ก็อยู่ด้วยความหวาดระแวง แต่ก็ยังอยู่ในความคิดที่ว่ายังปลอดภัยอยู่เช่นกัน” อรดีทิ้งท้าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
