รีเซต

จริงเท็จแค่ไหน? ประเทศไทยกลายเป็น"คนป่วยแห่งเอเชีย" จาก"เสือเศรษฐกิจ" วันนี้ยืนรั้งท้าย ยาแรงแค่ไหนจะฟื้น

จริงเท็จแค่ไหน? ประเทศไทยกลายเป็น"คนป่วยแห่งเอเชีย" จาก"เสือเศรษฐกิจ" วันนี้ยืนรั้งท้าย ยาแรงแค่ไหนจะฟื้น
TNN ช่อง16
20 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:00 )

ประเทศไทย คือ "คนป่วยแห่งเอเชีย" ? จาก"เสือเศรษฐกิจ" วันนี้ยืนรั้งท้าย ยาแรงแค่ไหนจะฟื้น


ไม่มีใครอยากเป็นคนป่วย แต่วันนี้ประเทศไทยถูกนิยามว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย โดยต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Financial Times ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ภายใต้หัวข้อ “How Thailand became the ‘sick man’ of Asia” หรือ “ประเทศไทยกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียได้อย่างไร”  


เป็นความเห็นที่เขย่าความรู้สึกคนไทยทั้งประเทศ  เพราะในอดีตประเทศไทยของเคยถูกขนานนามว่าเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ต่อจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ในช่วง 40 กว่าปีก่อน หรือประมาณปี 2520-2530 เราเคยเป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีจีดีพี หรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 7–8% ติดต่อกัน และได้ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากมาย 


แต่วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ บทความของ Financial Times ได้ชำแหละ เศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยข้อมูลที่ต่างๆ ตั้งแต่ตัวเลข สถิติ ไปจนถึงความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ และชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 5–10 ปีที่ผ่านมา เรากำลังเดินช้าลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเอเซียนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต่างก็เร่งฝีเท้าแซงหน้าไปไกล  


หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน คือ ยุคหลังการระบาดของโควิด-19 หลายประเทศในเอเชียฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และบางประเทศได้ปรับตัว อาศัยจังหวะที่ผ่านมา เร่งปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่ต้องการกระจายฐานการผลิตออกจากจีนเข้าสู่ประเทศของตนเอง  


แต่ว่าสำหรับประเทศไทยแล้ว  พบว่าการฟื้นตัวกลับค่อนข้างช้ากว่าชาติอื่นๆ  โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีเท่านั้น ขณะที่สมัยก่อน  ที่เราเคยเฟื่องฟูเติบโตปีละ 5–7% แถมตัวเลขจีดีพีไทยในยุคนี้ยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศในอาเซียนที่เติบโตได้ในระดับ 4–6% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง เช่น เวียดนาม ที่โตอย่างแข็งแกร่ง ถึงกว่า 8% ในปีที่ผ่านมา และยังการตั้งเป้าถึง 2 หลัก หรือคาดว่าจะไปถึง 10 % ในปีนี้ หรือแม้กระทั่งอินโดนีเซีย ที่จีดีพีพุ่งแรงถึง 5.2% ในปีที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ และอินโดนีเซียแล้ว 


และความแตกต่างที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนภายในประเทศที่แตกต่างกันอย่างมาก หลายประเทศเติบโตได้อย่างรวดเร็วเพราะมีแรงส่งจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวอย่างมีพลัง


ขณะที่ไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ปัญหา คือ การยกระดับแรงงานและการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงยังเกิดขึ้นช้าไปกว่าที่ควรมากนัก




Financial Times อ้างอิงการประเมินของ World Bank หรือธนาคารโลก มองว่าแนวโน้มการเติบโตระยะกลางของไทยยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลางระดับบน 


โดยมีปัจจัยสำคัญ ที่น่าห่วง คือ โครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องถึง 4 ปี และปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี เป็นอีกปัจจัยที่กดดันระยะยาว เพราะประชากรวัยทำงานที่หดตัว หมายความว่า แรงงานที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็มีจำนวนน้อยลง ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ก็เพิ่มภาระด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะสูงขึ้นตามไปด้วย


นอกจากนี้อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ทำให้เราเห็นถึงภาระของไทย ก็คือ "หนี้ครัวเรือน" ซึ่งสูงถึงประมาณ 90% ของ GDP  หมายความว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้แทนที่จะนำไปใช้จ่ายหรือออม ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของประเทศ เพราะการบริโภคภาคเอกชนของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP


แม้กระทั่งภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็เผชิญความท้าทาย ไทยเคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีกำลังการผลิตมากกว่า 2 ล้านคันต่อปี รถกระบะที่ผลิตในไทยส่งออกไปยังหลายสิบประเทศทั่วโลก แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ยอดการผลิตลดลง การส่งออกชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า


นอกจากนี้ ก็คือ ภาคการท่องเที่ยวของไทย เคยสร้างรายได้ประมาณ 20% ของ GDP ก่อนโควิด แม้วันนี้จะเห็นภาพว่ามีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไปไม่ถึงจุดสูงสุดเดิม ในช่วงก่อนปี 2562 โดยปีที่ผ่านมา 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32–33 ล้านคน ขณะที่ปี 2562 เรามีตัวเลขนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ 


บทวิเคราะห์ยังชี้ถึงบริบททางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายสะดุด โครงการลงทุนบางโครงการล่าช้า การเบิกจ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามแผน นักลงทุนต่างชาติบางส่วนเลือกชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูทิศทางที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏเป็นตัวเลขที่ชัดเจนในระยะสั้น แต่สะสมเป็นความไม่แน่นอนที่กระทบต่อความเชื่อมั่น


แม้เราจะป่วย แต่คนป่วยก็หายได้ ประเทศไทยก็เช่นกัน ล่าสุดเราหลุดพ้นจากไอซียู และพยายามฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากจีดีพีปีที่ผ่านมา ที่ดีกว่าคาดการณ์


ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ คือ คนป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว ในฐานะหมอเอกเรารู้แล้วว่าเรานำคนป่วยออกจาก ICU แล้ว แต่จะทำให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งได้ เราต้องกำลังกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง จะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ซึ่งเราหวังว่าจีดีพีปี 2569 จะขยายตัวได้ถึง 3% โดยจะผลักดันให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนต่อเนื่อง


โดยล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ 2.5% สูงกว่าการคาดการณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่เคยมองไว้เพียง 1.8% ขณะที่ทั้งปีขยายตัวที่ 2.4% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เศรษฐกิจพ้นจากภาวะชะลอตัวและยังสร้างโมเมนตัมบวกในปี 2569


โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 มีปัจจัยสนับสนุนมาจากการลงทุน ซึ่งภาพรวมการลงทุนขยายตัวได้ 8.1% แบ่งเป็น การลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัวได้ 13% และส่งผลต่อเนื่อง ให้เอกชนเกิดความมั่นใจและลงทุนตามไปด้วย ทำให้การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวได้ 6%


นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2568 ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งขยายตัวสูงถึง 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงสามไตรมาส 1-3 ที่เฉลี่ยเพียง 2.5% โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส เที่ยวดีมีคืน และการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง