สรุปประเด็นแอร์ฯ ขนเฮโรอีน ชาวเน็ตขุดข้อมูลหลายด้าน ห่วงคนไทยเดินทางยาก

กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจทั้งในไทยและต่างประเทศ หลังมีรายงานว่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือ แอร์โอสเตสชาวไทยรายหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียจับกุมที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น พร้อมถูกตั้งข้อหาลักลอบนำเข้าเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัมเข้าสู่ประเทศ
ตามรายงานของ AP ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติระหว่างการเอกซเรย์สัมภาระ ก่อนตรวจพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋าผ้าจำนวน 12 ใบ ผลตรวจเบื้องต้นให้ผลเป็นเฮโรอีน มีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 345,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 11 - 12 ล้านบาท
สายการบินต้นสังกัดยืนยันให้ความร่วมมือ
ภายหลังเกิดเหตุ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ระบุว่า
"บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด
จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ”
โซเชียลตั้งคำถามตั้งแต่ระบบคัดกรอง จนถึงผลกระทบต่อผู้เดินทาง
หลังข่าวเผยแพร่ออกไป แฮชแท็ก "เฮโรอีน" ขึ้นเทรนด์บนแพลตฟอร์ม X ในประเทศไทย โดยผู้ใช้งานจำนวนมากตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งเรื่องระบบตรวจสัมภาระของสนามบินต้นทาง การที่ยาเสพติดสามารถผ่านการเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างไร รวมถึงความกังวลว่าหลังจากนี้ ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยอาจถูกตรวจเข้มมากขึ้นเมื่อเดินทางเข้าประเทศต่าง ๆ
นอกจากนี้ ยังมีการย้อนพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ที่เที่ยวบินจากประเทศไทยเคยถูกทางการเนเธอร์แลนด์เพิ่มมาตรการตรวจค้นเป็นพิเศษเพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติด
ข้อมูลในโซเชียลยังเป็นเพียง "ข้อกล่าวอ้าง"
ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลหลายชุดที่อ้างถึงเบื้องหลังของคดี โดยมีทั้งการเผยแพร่ภาพแชตที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาการรับฝากหิ้วกระเป๋าไปออสเตรเลีย
นอกจากนี้ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่อ้างว่า พนักงานต้อนรับรายดังกล่าวเพิ่งเริ่มรับหิ้วสินค้าเพื่อหารายได้เสริม และอาจไม่ทราบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดอยู่ภายในพัสดุ ผู้โพสต์ยังอ้างถึงเส้นทางการส่งพัสดุ รวมถึงระบุว่าตำรวจกำลังขยายผลไปยังผู้ส่งและผู้รับปลายทาง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากตำรวจออสเตรเลีย การบินไทย หรือหน่วยงานรัฐของไทย จึงยังถือเป็นเพียงข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพนักงานสอบสวน
อดีตลูกเรือเตือน "รับหิ้วของ" ความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือการรับฝากหิ้วสินค้า ซึ่งมีผู้ตั้งคำถามว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือไม่ และ คุ้มค่าหรือไม่กับความเสี่ยงทางกฎหมาย
ด้านเพจ "ตามติดชีวิตแม่บ้านแขก" ซึ่งเป็นอดีตลูกเรือสายการบิน ได้แสดงความคิดเห็นว่า ไม่ว่าจะข้อเท็จจริงของคดีจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่นำสัมภาระเข้าประเทศปลายทางย่อมเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย พร้อมเตือนลูกเรือและผู้ที่รับหิ้วสินค้าว่า ไม่ควรรับฝากของจากบุคคลที่ไม่รู้จัก แม้จะมีการสร้างตัวตนหรือโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือก็ตาม
“ ไม่รู้ว่าความจริงคือตั้งใจขนเอง หรือรับฝากของมา แต่สุดท้ายมันจบตรงที่ คุณตั้งใจขนสิ่งของอันนี้เข้าประเทศเอง อุ่นเห็นลูกเรือหลายสายการบินที่รับหิ้วของ รับขนของในหลายปลายทางของโลกเพื่อหารายได้เสริม อยากเตือนว่าทุกครั้งที่จะรับหิ้วเพื่อเงินกิโลกรัมละ 4-500 บาท จงตระหนักทุกครั้งว่ามันคุ้มกับสิ่งที่เราจะเสี่ยงมั้ย”
เจ้าของเพจดังกล่าวยังอธิบายด้วยว่า โจรสมัยนี้มันมาในคราบสวยงาม สร้างโพรไฟล์อย่างดี แบบเราเช็คแล้ว เค้าดูมีตัวตน มันไม่เอายาห่อใส่ซองพลาสติกมาให้เราเห็นโต้งๆ และ เชื่อว่าทุกคนที่ต้องเรียนเรื่อง Dangerous Goods มาก่อนจะรู้ว่าทั้งโจร ทั้งผู้ก่อการร้าย ทั้งพวกขนยา มันทำได้ทุกอย่างอย่างแนบเนียนจริง ๆ มันซ่อนในส้นรองเท้า มันซ่อนในด้ามจับกระเป๋าเดินทาง มันกลืน มันยัดในนมผง มันยัดในตุ๊กตาเด็ก มันยัดในวีลแชร์ มันให้คนแก่ขน เด็กถือ
“คือมันเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ และก็ยังมีคนตกหลุมพรางมันอยู่ เพราะคนต้องการเงินในโลกนี้จนยอมทำทุกอย่างมันมีเยอะ อย่าจบอนาคตตัวเองโดยการเอาตัวเองไปเสี่ยงเลย”
โดยประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทั้งหมดของคดีนี้จึงยังต้องรอการสืบสวนจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่สังคมควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และแยกข้อเท็จจริงออกจากข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันบนโลกออนไลน์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
