Editor's Pick ฝรั่งเศสบนทางแยก วิกฤตในประเทศ สะเทือนอนาคตยุโรป

เมื่อวันที่ 17 กันยายน นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายแซงเต็กซูเปรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างขาดแคลนทรัพยากรในเมืองเครเตย ชานกรุงปารีส ลุกฮือประท้วงสภาพอันย่ำแย่ของสถานศึกษา ทั้งปัญหาขาดแคลนครูเรื้อรัง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทรุดโทรม และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์ต่อๆ มา กระแสการประท้วงได้ลุกลามไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วฝรั่งเศส นักเรียนจากโรงเรียนหลายร้อยแห่งและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายสิบแห่งเข้าร่วม โดยมีผู้ปกครอง ครู และสหภาพแรงงานให้การสนับสนุน จนมีผู้ออกมาชุมนุมหลายเมืองทั่วประเทศนับแสนคน
ฝรั่งเศสไม่เคยเผชิญเหตุรุนแรงมากมายเช่นนี้มาก่อนในการเคลื่อนไหวที่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย และจุดสำคัญของเหตุการณ์คือ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม เด็กชายวัย 15 ปีคนหนึ่งถูกระเบิดของตำรวจจนมือขาดระหว่างการประท้วงในเมืองล็องส์ ทางตอนเหนือของประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้ภาพการตอบโต้ด้วยมาตรการรุนแรงของเจ้าหน้าที่ ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้ประท้วงมากกว่า 6,000 คนถูกจับกุม ส่วนใหญ่เป็นผู้เยาว์ และต่อมาได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา
นิตยสารไทม์ รายงานว่า การประท้วงปะทุขึ้นหลังจากฝรั่งเศสอยู่ภายใต้ “มาครงนิยม” หรือ Macronisme มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ซึ่งหมายถึงรูปแบบการบริหารประเทศแนวขวากลางที่สั่งการจากบนลงล่าง
การประท้วงยังสะท้อนความไม่พอใจที่กว้างไกลกว่านั้น ทั้งความโกรธแค้นต่อความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพโรงเรียน การรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย และการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติที่แฝงอยู่ ตลอดจนความรู้สึกของคนหนุ่มสาวว่าผู้มีอำนาจไม่รับฟังพวกเขา และประเทศนี้แทบไม่มอบความหวังสำหรับอนาคตให้เลย
การประท้วงยังเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเมืองในวงกว้าง ฝรั่งเศสจะมีเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน 2027 และฝ่ายขวาจัดกับซ้ายจัดกำลังมีคะแนนนำในผลสำรวจ
ผู้ที่นำอยู่คือ มารีน เลอ เปน ซึ่งใช้เวลาหลายปีทำให้พรรคขวาจัดของเธอ คือพรรครวมชาติ หรือ National Rally ดูเป็นตัวเลือกที่ยอมรับได้มากขึ้น พร้อมหาเสียงด้วยประเด็นผู้อพยพ อาชญากรรม และการประณามชนชั้นการเมืองที่ห่างเหินจากประชาชน พรรคของเธอเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาอยู่แล้ว และหากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติก่อนกำหนดภายหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ก็อาจยิ่งทำให้พรรคมีฐานอำนาจที่มั่นคงขึ้น
อีกด้านหนึ่งคือ ฌอง-ลุก เมล็องชง ผู้นำพรรคซ้ายจัด France Unbowed หรือพรรคฝรั่งเศสไม่สยบ ให้คำมั่นว่าจะกระจายอำนาจและทรัพยากรครั้งใหญ่ไปสู่ชนชั้นแรงงาน
ทั้งเลอ เปน และเมล็องชง ต่างสร้างแรงดึงดูดทางการเมืองจากกลุ่มที่ต่อต้านกลุ่มอำนาจการเมืองเดิม พร้อมให้คำมั่นว่าจะแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณ และยังแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อสหภาพยุโรปอย่างมาก
ประเทศฝรั่งเศสในวันนี้ จึงให้ความรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่บนทางแยก ว่าประเทศที่มีรูปแบบการบริหารประเทศหลังสงครามที่เป็นรัฐสวัสดิการและมีกลไกกำกับดูแลขนาดใหญ่ อาจกำลังเดินมาจนสุดทางแล้ว...
🔴 การล่มสลายของฝรั่งเศสยุคหลังสงคราม
ปัจจุบัน ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขาดดุลงบประมาณสูงที่สุดในยุโรป หนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 119.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นจนฝรั่งเศสเริ่มถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรีซ ซึ่งวิกฤตหนี้เมื่อปี 2010 เคยคุกคามความอยู่รอดของยูโรโซนด้วย
ในขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสกลับจำเป็นต้องใช้จ่ายมากขึ้นในหลากหลายด้าน
- ด้านกลาโหม ในช่วงที่ยุโรปมอกว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคามมากขึ้น สงครามในยูเครนยังดำเนินต่อไป และสหรัฐอเมริกาถอยห่างจากบทบาทเดิมในการค้ำประกันความมั่นคงของยุโรป
- ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเคยสร้างเครื่องบินคองคอร์ดและรถไฟความเร็วสูง แต่เวลานี้กลับตามหลังในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์
- ด้านบริการสาธารณะที่กำลังรับภาระหนัก ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล ไปจนถึงย่านชุมชนที่ถูกละเลย
- ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สามารถทนทานต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รัฐบาลฝรั่งเศสหลายต่อหลายชุดต่างให้คำมั่นว่าจะพลิกฟื้นสถานการณ์ เพื่อเปิดทางให้เกิดการลงทุนที่จำเป็นต่ออนาคต แต่ยังไม่มีรัฐบาลใดทำสำเร็จ
ความอึดอัดคับข้องของฝรั่งเศสหยั่งรากลึกกว่านั้น ความเหลื่อมล้ำเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของนักเรียน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในฝรั่งเศสเพิ่มสูงขึ้นตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา และมาพร้อมๆกับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ การถดถอยของภาคอุตสาหกรรม และการกระจุกตัวมากขึ้นของความมั่งคั่งที่ส่งต่อผ่านมรดก
แต่ความเหลื่อมล้ำที่สร้างบาดแผลร้ายแรงที่สุดกลับอยู่ที่อื่น โดยทั่วไปแล้ว สถานะทางสังคมของคนเราส่วนใหญ่เป็นผลจากความสำเร็จทางการศึกษา สำหรับฝรั่งเศส ยอดสูงสุดของระบบนี้คือ grandes écoles สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มีการแข่งขันเข้าศึกษาสูง และเป็นแหล่งผลิตผู้นำในแวดวงการเมือง วัฒนธรรม และธุรกิจ
ในระบบเช่นนี้ นักเรียนจากโรงเรียนรัฐที่ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอจึงเสียเปรียบอย่างมาก เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้เรียนในโรงเรียนซึ่งมีทรัพยากรพร้อมกว่า และมีพ่อแม่ที่ได้รับการศึกษาสูงกว่า ซึ่งรู้ว่าจะพาลูกเดินผ่านระบบนี้ไปได้อย่างไร
โรงเรียนเอกชนก็ถูกมองในเชิงลบว่าเป็นวิธีซื้อความได้เปรียบเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่การประท้วงปะทุขึ้นในเครเตย เมืองชานกรุงปารีสที่เป็นถิ่นของชนชั้นแรงงาน และเป็นที่ตั้งของโรงเรียนต่าง ๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรมาอย่างเรื้อรัง
🔴 ความคับแค้นใจจากการเลือกปฏิบัติ
การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและถิ่นที่อยู่ก็มีส่วนทำให้ฝรั่งเศสเผชิญวิกฤตเช่นกัน
ครอบครัวที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพ ซึ่งส่วนใหญ่มีรากเหง้ามาจากประเทศในแอฟริกาและเอเชียที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส กระจุกตัวอยู่ตามพื้นที่รอบนอกของเมืองในสัดส่วนที่สูงกว่าประชากรกลุ่มอื่น พื้นที่เหล่านี้มีงานให้ทำน้อย และผู้พักอาศัยมักเผชิญการเลือกปฏิบัติจากนายจ้างในพื้นที่อื่น
กระแสเกลียดกลัวอิสลามก็เพิ่มขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางและเหตุโจมตีก่อการร้ายหลายครั้งจากผู้ที่มีแนวคิดอิสลามสุดโต่ง
วาทกรรมที่ครั้งหนึ่งแทบจำกัดอยู่เฉพาะฝ่ายขวาจัด ได้แทรกซึมเข้าสู่ฝ่ายขวากระแสหลักไปแล้ว ซึ่งการเรียกร้อง “ความเป็นระเบียบ” และ “ความมั่นคงปลอดภัย” มักแฝงนัยต่อต้านผู้อพยพ
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “ปารีส”
อำนาจทางการเมือง โอกาสทางเศรษฐกิจ เกียรติภูมิทางวัฒนธรรม และการศึกษาสำหรับชนชั้นนำ ยังคงกระจุกตัวอย่างยิ่งอยู่ในเมืองหลวง ผลที่ตามมาคือช่องว่างทางเศรษฐกิจอันลึกล้ำระหว่างปารีสกับพื้นที่อื่นของประเทศ และชนชั้นนำที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ แวดล้อมด้วยผู้คนที่มีการศึกษา เส้นทางอาชีพ และกรอบความคิดคล้ายคลึงกัน ขณะเดียวกันก็แยกขาดจากผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ
การลุกฮือของขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองในช่วงปี 2018–2019 คือการระเบิดทางสังคมก่อนหน้านี้ที่เกิดจากความคับแค้นเช่นเดียวกันนี้ จึงแทบไม่น่าแปลกใจที่นักเรียนออกมาประณามการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียมระหว่างปารีสกับพื้นที่อื่นของประเทศ หรือที่การประท้วงเริ่มต้นในเครเตย ซึ่งอยู่ใกล้เมืองหลวงมากพอที่จะมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
🔴 การประท้วงขยายวงอย่างไร
การเคลื่อนไหวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วในโรงเรียนมัธยมปลายตามย่านชนชั้นแรงงานทางตอนเหนือของชานกรุงปารีส ขณะที่การชุมนุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา การรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาและสหภาพแรงงาน ตลอดจนผู้สนับสนุนขบวนการ “เสื้อกั๊กเหลือง” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2018 เพื่อต่อต้านค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
เอมิล ชาบาล ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กล่าวกับอัลจาซีราว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็น “ผลสืบเนื่องที่เป็นไปตามเหตุและผลของการประท้วงหลายระลอก” ที่ย้อนกลับไปได้ถึงขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง
เขากล่าวว่า ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองมีแรงขับเคลื่อนจากแรงกดดันทางการเงินและความไม่พอใจต่อ “ระบบประธานาธิบดีของฝรั่งเศส” ซึ่งมีโครงสร้างที่มักนำไปสู่การเลือกผู้สมัครสายกลาง เช่น ประธานาธิบดีมาครง ให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง
ชาบาลระบุว่า การที่ข้อเรียกร้องของนักเรียนมาบรรจบกับข้อเรียกร้องทางสังคมในวงกว้าง จึงถือเป็น “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้สำหรับรัฐบาลฝรั่งเศส”
ข้อเรียกร้องเร่งด่วนของนักเรียนเกี่ยวข้องกับสภาพการเรียนใน lycées หรือโรงเรียนมัธยมปลายของรัฐในฝรั่งเศส ซึ่งโดยทั่วไปเปิดสอนนักเรียนอายุระหว่าง 15–18 ปี พวกเขาต้องการให้ลดจำนวนนักเรียนต่อห้อง มีครูเพียงพอ ปรับปรุงอาคารเรียนให้ดีขึ้น และจัดตารางเรียนที่ไม่ทำให้นักเรียนเหนื่อยล้าจนเกินไป
สำหรับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งรวมถึงบุคลากรในโรงเรียนด้วย เรียกร้องเรื่องค่าจ้างและทรัพยากรที่มีให้สำหรับการจัดบริการสาธารณะ
การประท้วงในโรงเรียนเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการนัดหยุดงานของบุคลากรภาครัฐทั่วประเทศ เพื่อต่อต้านแผนงบประมาณของรัฐบาล โดยในช่วงนี้กำลังมีการเสนอร่างงบประมาณปี 2027 ประกอบด้วยชุดมาตรการลดรายจ่ายและมาตรการทางภาษีรวมมูลค่า 54,000 ล้านยูโร ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจำเป็นต่อการลดการขาดดุลของฝรั่งเศส ข้อเสนอเหล่านี้รวมถึงการตรึงอัตราที่ใช้คำนวณเงินเดือนพื้นฐานของข้าราชการ และหากมีผลบังคับใช้ จะเป็นการตรึงอัตราดังกล่าวติดต่อกันเป็นปีที่สี่แล้ว
โดนาเตลลา เดลลา ปอร์ตา นักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์ กล่าวว่า นักเรียนกำลังสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการระดมผู้คนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในวงกว้างขึ้น โดยมีประเด็นร่วมคือความเหลื่อมล้ำ การลดการลงทุนภาครัฐ และสิทธิในระบอบประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้จัดสรรงบประมาณเพื่อสวัสดิการสังคม แทนการมุ่งเสริมสร้างกำลังและความพร้อมทางทหาร
เธอยังเชื่อมโยงขบวนการนี้เข้ากับการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในประเด็นกาซา โดยมีธงปาเลสไตน์ปรากฏอยู่ในการชุมนุมตามประเทศต่าง ๆ หลายแห่งในยุโรปด้วย
🔴 รัฐบาลฝรั่งเศสตอบสนองอย่างไร?
รัฐบาลฝรั่งเศสมุ่งรับมือสถานการณ์ในระยะแรกด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก โดยประธานาธิบดี มาครง กล่าวว่า ผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงจะถูก “ดำเนินคดีและลงโทษ”
คำกล่าวของเขามีขึ้นในช่วงที่เหตุเพลิงไหม้สร้างความเสียหายจนศาลาว่าการเมืองลิมอจ อันเก่าแก่ถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด ขณะที่อาคารสาธารณะและร้านค้าในพื้นที่อื่น ๆ ก็ถูกโจมตีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีส่วนร่วมในความรุนแรงเป็นเพียงคนส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่มีจำนวนมากกว่านั้นอย่างมหาศาล ขณะที่ เมล็องชง ผู้นำพรรคฝ่ายซ้ายจัด กล่าวหารัฐบาลว่าปราบปรามนักเรียน และปล่อยให้การเผชิญหน้าทวีความรุนแรงขึ้น
จึงเกิดคำถามว่า รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังมองการประท้วงเป็นปัญหาด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเป็นหลัก หรือกำลังเข้าไปแก้ไขความคับข้องใจซึ่งเป็นเหตุให้คนต่างกลุ่มมารวมตัวกัน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัญหาของฝรั่งเศสไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเห็นต่างเกี่ยวกับมาตรการงบประมาณ แต่ยังสะท้อนความไม่พอใจที่หยั่งรากลึกกว่านั้น
เอมิล ชาบาล จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กล่าวกับสำนักข่าวอัล จาซีราว่า ภาวะอัมพาตทางการเมืองนับตั้งแต่การเลือกตั้งรัฐสภาปี 2024 ซึ่งไม่มีกลุ่มการเมืองใดได้ครองเสียงข้างมากเด็ดขาด ได้สร้าง “สภาวะแวดล้อมที่ไม่มีพรรคการเมืองหรือขบวนการใดสามารถรวบรวมความไม่พอใจในสังคม แล้วผลักดันให้แสดงออกผ่านช่องทางการเมืองได้”
ความแตกกระจัดกระจายทางการเมืองดังกล่าวทำให้การสร้างข้อตกลงที่ยืนระยะได้ในเรื่องการใช้จ่าย ภาษี หรือบริการสาธารณะ เป็นไปอย่างยากลำบาก
ชาบาลกล่าวด้วยว่า การประท้วงครั้งนี้เป็น “แรงกระแทกอย่างหนักต่อมาครง” ผู้ซึ่งเคยให้คำมั่นว่าจะนำพลังของคนรุ่นใหม่มาปฏิรูปฝรั่งเศสให้เป็นประเทศที่กระฉับกระเฉงและมีพลวัต แต่มาครงกลับไม่สามารถอธิบายวิสัยทัศน์และทิศทางทางการเมืองของตนให้ชัดเจนได้ รวมถึงบุคลิกดูขาดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
ชาบาลเสริมว่า เหตุไม่สงบครั้งนี้มีความรุนแรงในลักษณะที่บางครั้งพบได้ในกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนซึ่งอยู่บริเวณชายขอบของการประท้วงในฝรั่งเศส โดยมีการใช้ยุทธวิธีลงมือปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง เป้าหมายการโจมตีมีทั้งร้านค้า และที่ผิดไปจากปกติมากกว่าคืออาคารสาธารณะ เขามองว่าการทำลายศาลาว่าการเมืองลิมอจนัยสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้มีบทบาทในประวัติศาสตร์การเมืองภาคพลเมืองของฝรั่งเศส
🔴 การชิงชัยสู่ทำเนียบเอลิเซ
แล้วฝรั่งเศสจะเดินต่อไปอย่างไร?
การเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเมษายนปีหน้าใกล้เข้ามา พรรคการเมืองต่างเร่งแสดงจุดยืนต่อขบวนการประท้วง พลวัตที่คุ้นเคยและปัจจัยใหม่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น
1. ปัจจัยที่คุ้นเคย
หมายถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการเลือกตั้งรอบสอง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจถูกขอให้สนับสนุนผู้สมัครจากขั้วการเมืองตรงข้ามอีกครั้ง เพียงเพื่อขัดขวางไม่ให้เลอ แปน ชนะการเลือกตั้งจนได้เข้าสู่ทำเนียบเอลิเซ
ทั้งนี้ เลอ เปน เคยผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองทั้งในปี 2017 และ 2022 แต่พ่ายแพ้ไปในที่สุดจากการระดมกำลังของพรรคต่างๆที่แม้ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกัน เพื่อสกัดไม่ได้เธอชนะการเลือกตั้ง และในเวลานี้ เลอ แปน มีคะแนนนำในผลสำรวจอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กลุ่มผู้สมัครที่มีคะแนนตามหลังเธอกลับแตกกระจัดกระจายเป็นพิเศษ อดีตนายกรัฐมนตรีสองคนในสมัยมาครง ได้แก่ เอดูอารด์ ฟิลิปและกาเบรียล อัตตาล ต่างอยู่ในการแข่งขัน โดยฟิลิปกำลังแย่งชิงอันดับสองกับเมล็องชง ขณะที่อัตตาลมีคะแนนตามหลังทั้งคู่
ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การเลือกตั้งประธานาธิบดีอาจคลี่คลายปัญหาได้เพียงเล็กน้อย เพราะมีการคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีจากพรรคขวาจัดอาจต้องบริหารประเทศโดยปราศจากเสียงข้างมากที่มั่นคงในรัฐสภาหรือแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนและระบบข้าราชการ ส่วนผู้สมัครที่เป็นทางเลือกประนีประนอมจากฝ่ายกลางหรือฝ่ายซ้าย ก็อาจต้องเผชิญรัฐสภาที่แตกเป็นเสี่ยงๆเช่นเดียวกับที่สร้างปัญหาให้ช่วงท้ายของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของมาครง ซึ่งฝรั่งเศสมีนายกรัฐมนตรีถึงห้าคนภายในเวลาสองปี
2. สิ่งเร้าใหม่
หมายถึง ระดับความรุนแรงที่ฝรั่งเศสกำลังถูกเปลี่ยนโฉมโดยแรงผลักดันที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ได้แก่ วิกฤตความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย สื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้สังคมแบ่งขั้ว การแทรกแซงการเลือกตั้งจากต่างชาติ และความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อสถาบันเหนือรัฐ เช่น สหภาพยุโรป เป็นต้น
🔴 อนาคตยุโรปที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเป็นอย่างไร แนวโน้มข้างหน้าก็น่ากังวลสำหรับยุโรป
หากเลอ แปน หรือเมล็องชง ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ความเป็นเอกภาพของยุโรปจะถูกทดสอบในทุกประเด็น ตั้งแต่ยูเครนและความสัมพันธ์กับรัสเซีย ไปจนถึงการย้ายถิ่นฐาน งบประมาณ และอำนาจของสหภาพยุโรป แต่แม้จะได้ประธานาธิบดีที่มีแนวทางสายกลางมากกว่า ก็มีแนวโน้มว่าจะขาดแนวร่วมที่เข้มแข็งเพียงพอสำหรับการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนภาพสถานการณ์ปัจจุบันในเยอรมนี ซึ่งนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ไม่เป็นที่นิยม และกระแสสนับสนุนของพรรคขวาจัดทางเลือกเพื่อเยอรมนี หรือ AfD ก็พุ่งสูงขึ้น
เศรษฐกิจของฝรั่งเศสและเยอรมนีมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป ความอ่อนแอทางการเมืองในทั้งสองประเทศจะทำให้ยุโรปสูญเสียแรงขับเคลื่อนหลักในช่วงเวลาที่อันตรายเป็นพิเศษ
ยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสามด้าน ได้แก่
- การรุกคืบอย่างหนักของภาคอุตสาหกรรมจีน ซึ่งสะท้อนผ่านการขาดดุลการค้าประมาณ 360,000 ล้านยูโรต่อปี
- สงครามของรัสเซียต่อยูเครนและการยกระดับปฏิบัติการ “สงครามสีเทา”
- สหรัฐอเมริกาหันมาต่อต้านระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม ซึ่งยุโรปพึ่งพามาอย่างยาวนาน
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยุโรปยังต้องเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงพลิกผันครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญญาประดิษฐ์ด้วย
แนวทางแก้ไขที่มาริโอ ดรากี อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป เสนอไว้ คือ เรียกร้องให้มีการบูรณาการตลาดเดียวให้แน่นแฟ้นขึ้น เพิ่มการลงทุนและการควบรวมกิจการในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนเสริมขีดความสามารถในการดำเนินการร่วมกัน ฝรั่งเศสเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับการปฏิรูปเช่นนี้ หากฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอัมพาตทางการเมือง ยุโรปก็จะอ่อนแอลงในช่วงเวลาที่แทบไม่อาจแบกรับความอ่อนแอนั้นได้เลย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
