ส่องหุ้น 4 กลุ่ม รับผลกระทบล็อกดาวน์ 14 วัน

ส่องหุ้น 4 กลุ่ม รับผลกระทบล็อกดาวน์ 14 วัน
TNN Wealth
12 กรกฎาคม 2564 ( 15:37 )
61
ส่องหุ้น 4 กลุ่ม รับผลกระทบล็อกดาวน์ 14 วัน

ข่าววันนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์ประเมินผลกระทบและหากพิจารณาผลกระทบมาตรการล็อกดาวน์เข้มขึ้นใน 10 จังหวัดสำคัญ  14 วัน เริ่ม 12 – 26 ก.ค.64 ยับยั้งการแพร่ระบาดการติดเชื้อโควิด-19 ต่อบริษัทจดทะเบียนไว้ดังนี้ 
 
กลุ่มค้าปลีก : ที่ได้รับผลกระทบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ


1) กลุ่มที่ต้องปิดสาขา หรือพื้นที่ขายบางส่วน ผลกระทบสูง นำโดย CRC ที่ต้องปิดห้างสรรพสินค้าที่จำหน่ายสินค้าแฟชั่น และปิดพื้นที่ขายบางส่วน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของตกแต่งบ้านในร้านไทวัสดุ เช่นเดียวกับ ILM, HMPRO, DOHOME, BJC 

 

2) กลุ่มที่ยังเปิดได้ปกติ แต่ต้องปรับเวลา ผลกระทบจะอยู่ในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องปรับเวลาปิดตั้งแต่ 20.00 – 4.00 น. (เดิม 24 ชั่วโมง) ส่วน MAKRO, COM7, SPVI หลักๆเป็นการปรับลดเวลาปิด เป็นช่วง 20.00 น. สอดคล้องกับทุกรายดังกล่าว


ภาพรวมประเมินผู้ที่ได้รับผลกระทบมากสุดตามคาดการณ์สัดส่วนยอดขายจากมาตรการดังกล่าว คือ ILM, HMPRO และ CRC จากการต้องปิดสาขา รวมถึงพื้นที่ขายในร้าน ภายใต้มาตรการ 14 วัน ประเมินกรณีถูกปิดร้านจะกระทบต่อ SSSG ปี 2564 ที่เฉลี่ยราว 1% รองมาเป็นกลุ่มร้านสะดวกซื้อ CPALL, CRC (Family Mart) และ BJC (Mini Big C) ทั้งนี้ แม้คิดเป็นระยะเวลาการปิดราว 33% ของเวลาเปิด (8 จาก 24 ชั่วโมง) แต่สัดส่วนยอดขายช่วงดังกล่าวคิดเป็นราว 20% ขณะที่จำนวนสาขาที่กระทบครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ 10 จังหวัด จึงคาดผลกระทบไม่สูง

 

โดยกลุ่มที่ยังกระทบจำกัด คือ BJC, DOHOME, MAKRO, COM7 และ SPVI เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านยังสามารถเปิดได้ตามปกติ จะมีเพียงบางสาขาที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่อาจจะโดนปิดไปบ้าง ทั้งนี้ ผลกระทบทั้งหมดยังอาจชดเชยได้บางส่วนจากยอดขายช่องทางออนไลน์ของแต่ละบริษัทที่มีความพร้อม และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นตลาดน่าจะกลับมาให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรไตรมาส2/64  โดดเด่น และได้รับผลกระทบจากมาตรการศบค.จำกัด จึงแนะนำ Selective Buy เลือก DOHOME (FV@B30.4), COM7 (FV@B80) และ SPVI (FV@B8.65) ชณะที่หุ้นใหญ่ที่ยัง Laggard อาจจะกลับมาอยู่ในช่วงพักฐาน เน้นซื้อลงทุนระยะยาว รอรับสถานการณ์คลี่คลาย BJC (FVB@39.5), MAKRO (FV@B44) และ CPALL (FV@B65.5)

 

กลุ่มศูนย์การค้านำโดย CPN : ประกาศปิดศูนย์การค้า 15 สาขาในกรุงเทพและปริมณฑล ตั้งแต่ 12 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นตามคำสั่งรัฐมีกำหนดปิด 14 วันและเปิดได้เฉพาะธุรกิจที่กำหนด ถือเป็น Sentiment เชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยศูนย์การค้าในกรุงเทพและปริมณฑล 15 แห่ง จากทั้งหมดภายใต้บริหารรวม 34 แห่ง (รวมมาเลเซีย) มีพื้นที่ให้เช่ารวม 7.9 แสนตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน  50% ของพื้นที่เช่ารวม และ สร้างรายได้ค่าเช่าประมาณ 59% ของรายได้ค่าเช่าธุรกิจศูนย์การค้าในปี 2563 ภาพรวมย่อมกดดันต่อผลประกอบการไตรมาส3/64  อ่อนตัวลงจากไตรมาส2/64 แต่จะมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ปิดให้บริการ

 

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในระยะยาวจะเห็นการฟื้นตัวเร็ว เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายเหมือนปีก่อน ประกอบกับโครงสร้างการเงินที่แข็งแรง ทำให้บริษัทยังสามารถอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติครั้งนี้ จึงคงแนะนำซื้อระยะยาว ด้วยเป้าหมายเดิมที่ 58.00 บาท โดยหาจังหวะเข้าสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว 

 

กลุ่มเช่าซื้อ : ประเมินผลกระทบจากการล็อกดาวน์ เนื่องจากผู้บริโภคออกนอกบ้านลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่กทม.และปริมณฑล กดดันการขอสินเชื่อลดลงตามไปด้วย สอดคล้องกับสินเชื่อ ณ สิ้นงวดไตรมาส2/63 ของกลุ่มเช่าซื้อที่อ่อนตัวลง 1.1% qoq (แต่เติบโต 7.7% yoy) มาที่ 2.8 แสนล้านบาท ที่มีช่วงล็อกดาวน์ในช่วง ปลายมี.ค.-พ.ค. 63 ทั้งนี้ ในภาวะปกติสินเชื่อกลุ่มเช่าซื้อจะเติบโตเฉลี่ยราว 1-3% qoq ทำให้ฝ่ายวิจัยประเมินว่าสินเชื่อจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงชั่วคราวในงวดไตรมาส3/64 ฝ่ายวิจัยยังชอบ MTC (FV@B80) จากทิศทางกำไรสุทธิและสินเชื่อสุทธิยังเติบโตต่อเนื่องในปี 2564  

 

ภาคการก่อสร้าง : ได้รับผลกระทบโดยตรงตั้งแต่การออกมาตรการปิดแคมป์คนงาน เนื่องจาก Backlog ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ CK,NWR,SYNTEC,SEAFCO และ PYLON มีงานส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล โดยผลกระทบยังมีไปตลอดทั้ง Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ที่จะต้องลดกำลังการผลิตลงเนื่องจากสินค้าเต็มสต็อก และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าตามกำหนด

 

บล.คันทรี่ กรุ๊ป วิเคราะห์ว่า หุ้นรับผลกระทบเชิงลบได้แก่ BEM BTS CPALL CENTEL CPN CRC HMPRO M MINT OR PTG SPA อย่างไรก็ตามราคาหุ้นชุดข้างต้นปรับฐานลงมาแล้วทำให้ Downside จากนี้เริ่มจำกัดบนสมมติฐานว่ายังไม่มีปัจจัยด้านการยกระดับมาตรการคุมเข้มเข้ามา 
ส่วนหุ้นได้ประโยชน์มองไปยัง ADVANC COM7 SIS SYNEX หนุนจากการ Work from home

 

ส่วนดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวแต่เชื่อว่ากรอบข้างบนยังมี Upside จำกัด เนื่องจาก (1) ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19รายใหม่ ยังทรงตัวระดับสูง (2) เข้าใกล้การประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส2/64  เชื่อว่าหลังจากนี้นักวิเคราะห์จะเริ่มปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนเพื่อสะท้อนการระบาดที่ดำเนินมาถึงไตรมาส 3 และมีแนวโน้มที่ทั้งไตรมาส 3 จะเผชิญการระบาดต่อ ถือเป็นปัจจัยกดดันในระยะถัดไป ทั้งนี้โดยประเมิน SET กรอบ 1,540 – 1,580

 

แนะนำการลงทุน Selective เน้นหุ้นอิงภายนอกเป็นหลัก อาทิ ส่งออก (ASIAN CBG DELTA HANA NER KCE TU) โรงพยาบาล (BCH CHG) รวมถึงกลุ่มน้ำมัน (PTT PTTEP) ผลบวกจากราคาน้ำมันปรับขึ้น ส่วนนักลงทุนระยะยาวหุ้น Domestic บางตัวลงมาจน Valuation เริ่มน่าสนใจสะสม (BEM BTS CPN KBANK M)

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง