รีเซต

"เกษตรกรตรัง"ปลูกกะหล่ำปลี พืชเมืองหนาวสำเร็จในพื้นที่ภาคใต้ | เรื่องดีดีทั่วไทย | 24-2-69

"เกษตรกรตรัง"ปลูกกะหล่ำปลี พืชเมืองหนาวสำเร็จในพื้นที่ภาคใต้  | เรื่องดีดีทั่วไทย | 24-2-69
TNN ช่อง16
25 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:55 )

พามาอยู่กันที่ศูนย์เรียนรู้ โคก หนอง นา อารยเกษตร หรือสวนเจ้าจอม หมู่ที่ 6 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง  เป็นของนายสุเทพและนางเมตตา พลฤทธิ์ สองสามีภรรยาที่ยึดอาชีพทำการเกษตรแบบผสมผสาน มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว 


เริ่มจากโค่นต้นปาล์มน้ำมันทิ้งประมาณ 5 ไร่ แล้วปรับพื้นที่เป็นโคก หนอง นา อารยเกษตร จำนวน 3 ไร่ ปลูกพืชผักหลายชนิด ขุดสระน้ำ เลี้ยงปลา และทำเป็นคลองไส้ไก่ ดึงน้ำไปใช้หมุนเวียนในพื้นที่ ตลอดระยะเวลา 5 ปีนั้น สามารถเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่อง 


โดยเลือกปลูกพืช 5 ระดับ ก็คือต้นไม้สูง (ไม้เศรษฐกิจ ) ไม้กลาง (ผลไม้) ไม้เตี้ย (พืชผักสวนครัว) ไม้เรี่ยดิน ( สัปปะรด ผักขูด ข่า ตะไคร้ และไม้ใต้ดิน ( กินหัว ) 


จากนั้นได้หันมาปลูกกะกล่ำปลีพืชเมืองหนาว ในปี พ.ศ.2567 มีทั้งปลูกลงดินและปลูกในกระถาง ดูแลโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ หมั่นดูแลต้นกำจัดหนอนและแมลง 


วางแผนการปลูกเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวของภาคใต้ คือเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าได้ผลดีใช้เวลาสั้นประมาณ 2 เดือนเศษ 

ก็เก็บผลผลิตได้ มีน้ำหนักดี หัวใหญ่สุดกว่า 2 กิโลกรัม แต่ส่วนใหญ่จะตัดตั้งแต่หัวประมาณ 1 -1.5 กก. เพราะลูกค้าจองคิวมามาก 


ซึ่งการตัดขายแต่ละครั้งจะไม่ตัดถึงโคนต้น เพื่อให้สามารถแตกเป็นต้นแขนงไว้ขายต่อเป็นรอบที่ 2 ต่อจากหัว ทำให้ต้นกะหล่ำปลี 1 ต้น มีรายได้ 2 รอบ คือ ขายหัว และขายแขนง ส่วนใบล่างที่เป็นใบแก่ก็สามารถโยนลงสระเลี้ยงปลาได้


ราคาขายกิโลกรัมละ 40 บาท หากขายเป็นหัวไม่ต้องชั่งจะคิดหัวละ 50 บาท ส่วนยอดแขนงขายได้ราคากิโลกรัมละ 70 บาท


นายสุเทพ และนางเมตตา วางแผนไว้ว่าปีหน้าจะปลูกกะหล่ำปลีให้เต็มพื้นที่ตามเส้นทางคลองไส้ไก่คงได้ประมาณ 3,000 ต้น และจะปลูกกะหล่ำดอกเพิ่มด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อปลูกกะหล่ำปลีได้ผล กะหล่ำดอกก็จะต้องได้ผล เพราะเป็นพืชเมืองหนาวเหมือนกัน 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง