รีเซต

สิงคโปร์ไร้ทุจริตอันดับ 3 ของโลก อันดับ 1 ในเอเชีย ทำได้อย่างไร?

สิงคโปร์ไร้ทุจริตอันดับ 3 ของโลก อันดับ 1 ในเอเชีย ทำได้อย่างไร?
TNN ช่อง16
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:38 )
8

ในดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดอันดับโดยองค์กรมาตรฐานความโปร่งใสระดับโลก Transparency International สิงคโปร์ได้รับการจัดให้อยู่ใน อันดับที่ 3 ของโลก จากทั้งหมด 182 ประเทศ ด้วยคะแนนสูงถึง 84 จาก 100 คะแนน ซึ่งหมายถึงความโปร่งใสและการควบคุมการคอร์รัปชันที่เข้มแข็งในภาครัฐอย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า สิงคโปร์ทำได้อย่างไร?

◾️◾️◾️

🔴 ระบบการศึกษา: ปลูกฝังค่านิยมจริยธรรมและความเป็นพลเมืองดี

ระบบการศึกษาในสิงคโปร์มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความเป็นพลเมือง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยมีการสอนเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันอย่างชัดเจนในหลักสูตร รวมถึงกิจกรรมที่ให้เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงนอกห้องเรียน เช่น การทำงานเป็นทีม การทำกิจกรรมรับผิดชอบต่อสาธารณะ และการจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจในความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา ที่ช่วยสร้าง ความสามัคคี และวินัยในสังคมหลากหลายเชื้อชาติของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพกฎระเบียบและต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่ยังเด็ก

ระบบการศึกษาของสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับ meritocracy หรือหลักการให้โอกาสตามความสามารถ ทำให้ผู้เรียนได้รับรางวัลและโอกาสตามผลงานจริง ไม่ใช่จากความสัมพันธ์หรือเส้นสาย ซึ่งช่วยสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับ “การให้และรับสินบน” ตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน ภายใต้ค่านิยมที่ว่าความสำเร็จต้องมาจากความสามารถจริง ๆ

นอกจากนี้ สิงคโปร์มีระบบข้าราชการที่ได้รับค่าตอบแทนดีและเป็นไปตามคุณภาพการทำงาน ซึ่งช่วยลดแรงจูงใจในการรับสินบน และดึงดูดบุคลากรมีความสามารถเข้าสู่ภาครัฐ ทำให้บริการสาธารณะมีมาตรฐานสูง ลดโอกาสของการเอื้อประโยชน์แบบส่วนตัว ส่วนการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมก็ทำให้ข้าราชการมีความภาคภูมิใจในหน้าที่ และไม่มีความจำเป็นต้องไปรับเงินสินบนที่ไหนอีก

◾️◾️◾️

🔴 สังคมและวัฒนธรรม: เคารพกฎระเบียบ และไม่เห็นคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติ

ในสิงคโปร์ ค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านคอร์รัปชัน ผู้คนในสังคมโดยทั่วไปไม่ยอมรับพฤติกรรมทุจริต และมีความเชื่อมั่นในการรายงานการกระทำผิดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยไม่กลัวการถูกลิดรอนสิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่จำนวนคดีคอร์รัปชันในภาครัฐยังคงต่ำอย่างต่อเนื่อง และระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการควบคุมคอร์รัปชันอยู่ในระดับสูง

การมีสังคมที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการมีระเบียบวินัย การเคารพกฎหมาย และมุ่งทำงานอย่างโปร่งใส ส่งผลให้กรอบความคิดของคนในสังคมเองไม่ยอมรับพฤติกรรมที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชันง่าย ๆ และประชาชนพร้อมเป็นเครือข่ายตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานรัฐอยู่ตลอดเวลา

◾️◾️◾️

🔴 กฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มแข็ง

ข้อมูลจากสำนักงานสืบสวนการทุจริตของประเทศสิงคโปร์ (CPIB) เผยว่า ตามการจัดอันดับล่าสุดของดัชนีการรับรู้การทุจริตของ Transparency International ด้วยคะแนน 84 ซึ่งเท่ากับปีที่แล้ว สิงคโปร์ยังคงรักษาระดับประเทศอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไว้ได้เช่นกัน โดยการจัดอันดับและวัดระดับประเทศต่าง ๆ ของ Transparency International พิจารณาจากระดับการรับรู้การทุจริตในภาครัฐ และอ้างอิงจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ 13 ราย และแบบสำรวจทางธุรกิจ

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้สิงคโปร์ครองอันดับสูงสุดคือ “โครงสร้างกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด” ทั้งในระดับการกำหนดมาตรฐานทางกฎหมาย และในเชิงปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายจริง โดยประเทศมีระบบราชการที่ชัดเจนและการตรวจสอบภายในที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้คดีคอร์รัปชันในภาครัฐแทบไม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายและอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเป็นระบบ

สิงคโปร์มีระบบกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะด้านที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชัน คือ

“Corrupt Practices Investigation Bureau” (CPIB) หรือสำนักงานสืบสวนการทุจริตของประเทศสิงคโปร์ เป็นหน่วยงานอิสระที่รับผิดชอบการสอบสวนและดำเนินคดีกับการคอร์รัปชัน ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีอำนาจในการสืบสวนโดยไม่ต้องรอคำร้องจากสาธารณะและสามารถดำเนินคดีได้ทันที ซึ่งช่วยลดช่องว่างของความล่าช้าและการบิดเบือนความจริง

กฎหมายสำคัญ เช่น Prevention of Corruption Act (PCA) ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การคอร์รัปชันมีความเสี่ยงสูง และผลตอบแทนต่ำ โดยมีมาตรการยับยั้งและลงโทษอย่างเข้มงวด รวมถึงบทบัญญัติที่ทำให้แต่ละฝ่าย ฝ่ายต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทรัพย์สิน หากไม่สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้

นโยบายนี้ทำให้การกระทำทุจริตในภาครัฐและเอกชนมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงมาก (high-risk, low reward) ส่งผลให้เป็นเรื่องยากและไม่คุ้มค่าในการพยายามคอร์รัปชัน

◾️◾️◾️

🔴 บทลงโทษรุนแรง

บทลงโทษกรณีพบการคอร์รัปชันในสิงคโปร์ถือว่าเข้มงวดและมีผลทางกฎหมายสูงมาก โดยอยู่ภายใต้กฎหมายหลักคือ Prevention of Corruption Act (PCA) และกฎหมายอาญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จุดเด่นของระบบสิงคโปร์คือ “ลงโทษจริง ไม่มีข้อยกเว้น และใช้กับทุกระดับ” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือภาคเอกชน

1. โทษจำคุก

ผู้กระทำผิดฐานคอร์รัปชันอาจถูกจำคุกสูงสุด 5 ปีต่อหนึ่งกระทง และในบางกรณีที่ร้ายแรง เช่น เกี่ยวข้องกับสัญญาภาครัฐ หรือผลประโยชน์ของสาธารณะ โทษจำคุกอาจสูงถึง 7 ปี และหากมีหลายกระทง ความผิดสามารถนับโทษแยกกัน ทำให้โทษรวมสูงมากได้

2. โทษปรับ

ผู้กระทำผิดอาจถูกปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือมากกว่า 2.4 ล้านบาท ต่อหนึ่งกระทงความผิด และในหลายคดี ศาลจะสั่งทั้งลงโทษจำคุกและโทษปรับพร้อมกัน

3. การริบทรัพย์สิน

ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำผิดคืนเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการคอร์รัปชัน ริบทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ ชำระเงินเพิ่มเติมเท่ากับมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งจุดสำคัญ คือ หากผู้ต้องหาไม่สามารถอธิบายที่มาของทรัพย์สินได้ ศาลสามารถถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริต

4.โทษทางวินัยและการตัดสิทธิ์

สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะจะถูกปลดออกจากตำแหน่งทันที สูญเสียสิทธิประโยชน์บำนาญ อาจถูกห้ามดำรงตำแหน่งสาธารณะในอนาคต และเสียชื่อเสียงอย่างรุนแรง เพราะสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือสูงมาก

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง